เหตุผล

เหตุผล ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร a day

นานเกือบสิบปีแล้ว ที่ไม่ได้เที่ยวคนเดียว ไม่อยากจะเชื่อเลย เวลาสิบกว่าปี แป๊บเดียวเอง แต่ก่อนเวลาจะพูดถึงเวลาสิบปี มันหมายถึงเวลาเกือบทั้งหมดในชีวิต พอผ่านมาอีกหน่อยก็เป็นเวลาประมาณครึ่งชีวิต เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นเวลาหนึ่งส่วนสาม และตามด้วยหนึ่งส่วนสี่ หนึ่งส่วนห้า หนึ่งส่วนหก และถ้าโชคดีอาจจะได้เป็นหนึ่งส่วนเจ็ด หนึ่งส่วนแปด หนึ่งส่วนเก้า

แต่ถ้าเกินเลยไปถึงหนึ่งส่วนสิบก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าจะทนอยู่ไปทำไมตั้งนานขนาดนั้น ชีวิตตอนนั้นมันมีดีตรงไหน?
ฉันซุกคำถามติดกระเป๋าเดินทางไปด้วย

การเที่ยวคนเดียวของฉัน ในสมัยสาวๆหมายถึงการขึ้นรถทัวร์ หรือรถไฟ ตะลอนๆไปตามจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ อาศัยว่าตระกูลของฉันมีญาติเยอะ และเป็นธรรมเนียมของพวกตระกูลนี้เสียด้วย เวลาเดินทางไปไหนมาไหน จะต้องแวะเยี่ยมญาติ หรือไม่ก็จอดนอนบ้านญาติ บางทีจองโรงแรมเอาไว้แล้ว ยังต้องยกเลิกมานอนบ้านญาติแทน ไม่อย่างนั้นเจ้าถิ่นจะเสียน้ำใจ เจ้าของบ้านในยุคนั้นก็ยังเป็นคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ ถือว่าเป็นเจนเนอเรชั่นกลาง ยังไม่แก่เฒ่า เรี่ยวแรงยังดี ต้อนรับขับสู้ลูกๆหลานๆที่แวะมาทักทายได้

ผ่านมาอีกไม่นาน รูปแบบการเที่ยวคนเดียวเปลี่ยนไปนิดหน่อย ด้วยเหตุว่าฉันกลายเป็นผู้มีอันจะกินขึ้นมาหรือยังไงไม่ทราบ ส่วนใหญ่มักจะนั่งเรือบิน ไปเช่ารถ และนอนพักโรงแรม การไปซุกหัวนอนตามบ้านญาติเหมือนตอนเป็นเด็ก ชักไม่ค่อยสนุกเหมือนเก่า อีกสาเหตุหนึ่งคือเจ้าของบ้านผู้อารีทั้งหลาย กลายเป็น”คนแก่”กันถ้วนหน้า จากรุ่นพ่อแม่กลายเป็นปู่ย่าตายาย หน้าเหี่ยว ฟันหัก ยังไม่พอ เวลาเดินยังยักแย่ยักยัน เชื่องช้า พูดจาก็ชักไม่ค่อยสนุก บางคนก็หลงๆลืมๆ อย่าว่าแต่จะจำลูกหลานหน้าใหม่ๆเลย ขนาดจำตัวเองยังไม่ค่อยอยากจำ ก็แหงละ ส่องกระจกทีเจอหน้าย่นๆย้วยๆอย่างนั้น ใครจะไปอยากเชื่อล่ะว่าเป็นตัวเรา

เจ้าบ้านบางบ้านนั่งรถเข็นมาต้อนรับ บางคนนั่งรับแขกบนเตียง บางคนเลิกสวมเครื่องประดับหันมาสวมหน้ากากออกซิเจน บ้านไหนหรูๆหน่อยมีถังแก๊สสำหรับต่อท่อพ่นยาเข้าปอดเหมือนในโรงพยาบาล บางบ้านมีราวเสตนเลสในห้องน้ำแบบเดียวกับสถานกายภาพบำบัด บางคนมีสายยางต่อตรงส่งอาหารเข้าคอ และบางคนก็ไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ เพราะมีท่อต่อจากท้องลงไปกระโถน สบายกว่ากันหรือเปล่า…ไม่แน่ใจ

คำถามที่อยู่ก้นกระเป๋ากระโดดออกมา

คนแก่ขนาดนี้ เขามีชีวิตอยู่ไปทำไม? เดินไม่ได้ เที่ยวไม่ได้ กินของอร่อยก็ไม่ได้ จะทำงานที่อยากทำก็ทำไม่ไหว วันทั้งวันไม่มีอะไรมากไปกว่าตื่นเช้าขึ้นมาเจอกับความลำบาก รอแค่วันที่จะมีคนมาเยี่ยม รอคอยฟังข่าวดีๆจากลูกหลานและคนที่รัก ฉันอึดอัดขัดข้องใจจนทนไม่ไหว ในที่สุดจึงถามออกมา ทั้งๆที่คำถามฟังดูช่างไร้หัวใจ แต่ยังไงก็ต้องรู้ให้ได้
เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ในวันนี้คืออะไร? แค่เห็นสารรูปก็ทุกข์แทนแทบจะแย่ ตายไปไม่ดีกว่าหรือ? ถ้าเป็นฉัน ขอตายไปนานแล้ว ไม่ต้องรอจนหง่อมขนาดนี้แน่นอน

ถามเสร็จแล้วอยากจะตบปากตัวเอง แต่คำตอบที่ได้ก็คุ้มกับความเสี่ยง ย่าคนที่เคยเป็นหมอ วันนี้เดินไม่ได้ แต่ยังพูดจารู้เรื่อง ตอบเสียงชัดแจ๋ว หลังจากหยิบฟันปลอมมาใส่ หน้าเหี่ยวของย่าดูสาวขึ้นอีกหลายสิบปี

ย่าบอกว่า ความหมายใหม่ของชีวิตในวันนี้ อาจจะต่างกับสมัยอายุยังน้อย ชีวิตตอนนี้มันยิ่งใหญ่กว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะเป็นวันเวลาที่ย่าได้ฝากเซลล์ชีวิตของตัวเอง ไปเต้นเริงร่าอยู่ในชีวิตของคนอื่นมากมาย ความสุขความเจริญของคนที่สืบสายเลือดไปจากย่า คือความสุขที่ฝากชีวิตให้ร่วมใช้ ย่าจะไม่เคยแก่ ไม่มีวันตาย ตราบที่ชีวิตของย่ายังโลดแล่นอยู่ข้างนอกกับเขา กับความสดใสและชีวิตชีวาของเลือดเนื้อเชื้อไข ลมหายใจของวันนี้ คือ ความเคลื่อนไหวของชีวิตคนรอบข้าง ความรัก ความฝัน วิญญาณแห่งวัยเยาว์ไม่เคยสูญสลายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนทำเลที่อยู่จากร่างเก่าไปสู่ร่างใหม่ ที่จะยังคงอยู่เป็นชีวิตเดียวกันเสมอ

คำตอบของย่าทำเอาฉันขนลุก!! ถ้าฉันถามย่าคนที่เป็นชาวสวน คงไม่ได้ฟังคำตอบสวยๆแบบนี้ แต่เชื่อว่าความหมายของสิ่งที่ตอบคงไม่ต่างกัน ย่าหมอลงทุนรื้อหีบอวดรูปถ่ายสมัยสาวๆให้ดู คนในภาพสวยสดใสจนไม่อยากจะคิดว่าความแก่จะมีอยู่จริงในโลก ถัดมาคือภาพตอนย่าเป็นเด็กน้อยอ้วนแก้มป่อง หน้าตาน่ารักน่าชัง ต้องสูบลมเด็กนั่นออกจนหมดตัวนั่นแหละ ถึงจะใกล้เคียงกับหน้าตาของย่าในวันนี้

หลังจากเที่ยวเสร็จ คำตอบของย่าติดคาใจฉันกลับกรุงเทพฯมาด้วย และมักจะผุดขึ้นมาในใจฉันเสมอเมื่อเห็นชีวิตชีวาของคนหนุ่มสาววัยเยาว์ พวกเขาคงไม่ทันคิดหรอก ว่าตัวเองเป็นเจ้าของพลังชีวิตซึ่งได้รับช่วงมาจากวิญญาณแก่ๆที่ถูกลืมทิ้งไว้ข้างหลัง ชีวิตที่เขาใช้มันอย่างไม่กลัวหมดไปกับความสนุกสนาน หรือว่าความรู้สึกสุขสะใจเหล่านี้ มันส่งกลับไปแบ่งให้ใครๆ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเราได้ทางกระแสจิต? หรือว่าบรรพบุรุษของเขาส่งมอบชีวิตให้มาเพื่อสืบทอดความสุขใหม่ๆของยุคสมัย?

หรือว่ามีความลับเกี่ยวกับความสุขซ่อนอยู่ในความแก่ชรา

บอกกันไม่ได้ด้วยคำพูด ต้องแก่เองเท่านั้น ถึงจะรู้เอง

กลับมากรุงเทพฯได้พักใหญ่ มีคนโทรมาเล่าให้ฟัง ย่าเที่ยวคุยโม้โอ้อวดทุกคนที่มาเยี่ยมแก ว่าตอนนี้มีหลานได้ดิบได้ดีเป็นนักเขียนอยู่กรุงเทพฯ ทุกคราวที่เปิดปากเล่า หน้าแกจะบานเท่ากระด้งด้วยความภาคภูมิใจ
ฉันชักสงสัยว่าเซลล์ที่ย่าแบ่งมา อาจจะอยู่แถวๆปลายนิ้ว กำลังเคาะคีย์บอร์ด

You may also like...