Life is a Short Story Art Exhibition

หากเอาชีวิตมาซอยเป็นช่วงเล็กๆ ก็จะมีเรื่องมากมายหลายเรื่อง และเมื่อรวมเรื่องราวของชีวิตเข้ามาไว้ด้วยกัน ก็จะเป็นเพียงเรื่องสั้นๆ อีกเรื่องหนึ่ง

นิทรรศการศิลปะ-เรื่องสั้นชุด “Life is a Short Story” โดย วีร์วิศ เป็นการผสมผสานเทคนิคและแรงบันดาลใจระหว่างงานทัศนศิลป์และวรรณศิลป์ประเภทเรื่องสั้นเข้าไว้ด้วยกัน โดยวีร์วิศมีความเชื่อว่างานศิลปะคืออิสรภาพทางความคิดของผู้สร้างสรรค์ที่ปราศจากพรมแดน ด้วยพื้นฐานการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมที่หล่อหลอมวิธีคิด ให้เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ เป็นองค์รวมที่ประกอบกันอยู่ในโครงสร้างหลากมิติ วีร์วิศจึงคุ้นชินกับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ออกมาในแบบสหศิลป์หากงานศิลปะคือการปะติดปะต่อเรื่องราวมากมายมาไว้เป็นหนึ่งเดียว วีร์วิศก็เลือกภาพถ่าย ภาพวาด และเรื่องสั้นมานำเสนอร่วมกัน ด้วยมุมมองในรอบที่ 3 ของชีวิต หลังจากการทำงานในโลกศิลปะและโลกธุรกิจในชีวิตจริง รวมถึงในฐานะสตรีที่ผ่านสถานะความเป็นภรรยาและความเป็นแม่ ซึ่งเทียบเท่าการจบปริญญาชีวิตสำหรับผู้หญิง ทำให้วีร์วิศเข้าใจว่าชีวิตไม่ได้มีแก่นสารใดให้ยึดเหนี่ยว เสมือนภาพลวงตา ที่หากมองอย่างแยกส่วน ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นล้วนอยู่แยกออกจากกัน แต่หากถอยออกมา ทุกชิ้นส่วนกลับผนวกรวมกันอย่างมีเยื่อใย

บ่อยครั้งที่ชีวิตในมิติของเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งไม่ได้ราบเรียบ แต่หักมุม และจบอย่างลึกลับ ซึ่งแนวคิดนี้ก็ปรากฏอยู่ในผลงานรวมเรื่องสั้นของวีร์วิศที่ชื่อ “แอบอยู่ในคุณ” ที่แม้จะเป็นผลงานเล่มแรกในชีวิต แต่ก็ได้รับการยอมรับจากนักเขียนและนักอ่านเป็นอย่างดี ในฐานที่เป็นวรรณกรรมร่วมสมัยที่บอกเล่าวิถีภายนอกและวิถีภายในของผู้คนในสังคมด้วยรูปแบบเรื่องเล่ารหัสคดี ผี และอีโรติค ซึ่งเป็นส่วนผสมที่หาได้ยากในตัวนักเขียนในยุคนั้น แต่ด้วยกระแสสังคมที่มีต่อนักเขียนหญิงในสมัยนั้น ทำให้วีร์วิศถูกจัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มนักเขียนอีโรติคอย่างช่วยไม่ได้

หลังจากนั้น วีร์วิศก็มีผลงานอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย อาทิ รวมเรื่องสั้นชุด “รักสามขา” “เปียก” และ “ตะแคงคุย…เรื่องร้อนในเมืองใหญ่” ซึ่งในระหว่างที่เขียนเรื่องสั้น วีร์วิศก็ทำงานทัศนศิลป์อย่างต่อเนื่อง โดยการทำงานทัศนศิลป์และงานวรรณศิลป์มีลักษณะปฏิสัมพันธ์ เป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ งานวรรณกรรมบางชิ้นนำมาสู่ภาพถ่ายบางภาพ และภาพถ่ายบางภาพก็นำมาสู่เรื่องสั้นบางเรื่อง ซึ่งหากจะแยกนำเสนอก็สามารถทำได้ แต่วีร์วิศมองว่าจะสมบูรณ์กว่า ถ้านำเสนองานเหล่านั้นร่วมกัน

โดยผลงานทั้งหมดในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานภาพถ่าย ภาพเขียน หรือเรื่องสั้น ก็ยังคงปรากฏวิธีคิดของวีร์วิศในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ไว้อย่างชัดเจน นั่นคือ นำเสนอความหลอน ความพิกลพิการ ด้วยการเสียดเย้ย แต่ไม่ตัดสิน เพราะวีร์วิศเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์คือความวิปริตแปรปรวน
ซึ่งเมื่อคุณพิศดูหรือพิจอ่านงานชิ้นหนึ่ง คุณก็จะเห็นเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งของชีวิต แต่ถ้าลองถอยห่างออกไปมองงานทั้งหมดร่วมกัน คุณก็จะเห็นเรื่องใหญ่ๆ ของเรื่องเล็กๆ หลายเรื่องที่ปะติดปะต่ออยู่ด้วยกัน

You may also like...