4. ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จ

4. ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จ
คำตอบคือ ต้องรู้เรา รู้เขา เข้าใจโลก
4.1 เริ่มต้นที่ รู้เรา

ก่อนที่จะออกไปทำให้คนทั้งโลกยอมรับ คุณต้องเป็นคนที่ตัวเองยอมรับเสียก่อน ศึกษาตัวเองว่า คุณเป็นคนแบบไหน ต้องการอะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทำเหมือนกับการวิเคราะห์ธุรกิจ swop analysis แล้วยอมรับความจริง ประเมินความเป็นไปได้ ประเมินความสามารถหรือความอยากและทรัพยากรของตัวเอง

เราเรียนหนังสือมาเยอะตั้งแต่อนุบาลมาจนจบปริญญาตรี ปริญญโท นี่เราเรียนหนังสือมาเกือบ 20 ปี บางคนก็อาจจะเกินถึงปริญญาเอก เรารู้อะไรเยอะมาก เรารู้สูตรเคมี ฟิสิกส์ รู้อะไรมากมาย แต่เราลืมที่จะรู้เกี่ยวกับตัวเราเอง ก่อนที่คนเราจะไปทำอะไร บางครั้งเราลืมที่ศึกษาตัวเราเองให้เข้าใจก่อน บางครั้งที่จะไปสร้างการยอมรับกับคนอื่น เราต้องเป็นคนที่รู้จักและยอมรับตัวเอง ก่อนที่เราจะไปมีแฟนคลับเป็นคนอื่น เราต้องเป็นแฟนคลับคนแรกของตัวเองก่อน เราต้องปลื้ม ต้องเห็นข้อดีของตัวเองก่อน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องรู้ข้อเสียของตัวเองที่เราอาจจะอยากเก็บหรือไม่อยากเก็บไว้ก็ตามแต่ แต่อย่างน้อยเราต้องมองโลกแห่งความเป็นจริง ไม่คิดบวกคิดลบ คิดอย่างที่มันเป็นจริง ส่องกระจกบานที่มันไม่บิดเบี้ยว ไม่ผอมไม่อ้วนไป แล้วลองดูว่านี่คือเรา หน้าตา ผิวพรรณ นิสัยใจคอเรา เป็นแบบนี้ เราเป็นคนจากประเทศนี้ เรามีความถนัดเรื่องนี้และไม่ถนัดในเรื่องนี้ เราชอบไม่ชอบอะไร เพื่อที่ว่าเราจะได้นำมากองรวมกันแล้วเป็นทรัพยากรของเรา ว่าทรัพยากรนี้ก็เหมือนเงินทุนในการลงทุนว่าเราจะไปลงทุนในการทำอะไร เช่น เราเป็นคนหน้าตาดีมากแสดงออกอะไรได้เก่ง เรียนหนังสือก็เก่ง แสดงว่าทุนเรามีเยอะพอสมควร เรารู้จักตัวเองแล้ว มีคนบอกว่าเธอไปเป็นพิธีกรไปเป็นดาราสิ แต่ถ้าเราไม่ประเมินตัวเองว่าเราชอบไม่ชอบอะไรแล้วไปบ้าตามเค้า เราก็อาจจะไปทำอย่างนั้นซึ่งจริงๆเราอาจจะอยากเป็นพนักงานเก็บค่าทางด่วนก็ได้ ถ้าถามในเชิงกำไรขาดทุนมันอาจจะไม่คุ้มเลยก็ได้ เพราะทุนเราเยอะมาก ทั้งสวยทั้งเก่ง แต่เราชอบเก็บค่าทางด่วน เราก็ต้องประเมินแล้วว่าเราจะเลือกอะไร จะเลือกในสิ่งที่เราชอบหรือเลือกในสิ่งที่เราควรจะเป็น ไม่มีใครบอกเราได้ว่าเราควรเป็นอะไรนอกจากตัวเราเอง ความคาดหวังของโลกของใครก็ตาม เราก็ควรที่จะรับฟัง สำคัญที่สุดเราต้องถามตัวเองก่อนว่าเราเป็นใครและอยากทำอะไร หรือเราอยากเป็นหมอแต่ว่าเราเรียนโง่มากเลย มันก็มีวิธีคิดว่าเราจะเรียนให้มันเก่ง ติวให้เก่งเพื่อเป็นจะหมอได้ไหม ก็ได้ถ้าเราตั้งใจที่จะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเราเรียนเท่าไหร่ก็ไม่ได้ แล้วเราตั้งความหวังว่าอยากเป็นหมอ มันก็ทำให้เราผิดหวังซะเปล่าๆ เพราะฉะนั้นเราต้องประเมิน เราต้องรู้จักตัวเองมากพอว่าเป็นอย่างไร คนที่ไม่ชอบเจอผู้คน ให้ไปทำงานประชาสัมพันธ์ก็คงไม่เหมาะ แต่บางครั้งคนเราก็ลืมคิดไป เพราะมันถูกบอกว่า เธอน่าจะเหมาะกับอย่างนี้นะ แล้วสองคือเราเพ้อฝันอยากที่จะเป็นอะไร โดยที่เราไม่ปูทางให้ความฝันของเราเลย อยากเป็นดารา ไม่เคยที่จะฝึกแสดง ฝึกร้องเพลง แต่อยากจะเป็นดารา บางทีหน้าตาไม่สวยด้วยซ้ำ แต่ไม่สำคัญ เป็นตัวตลกก็ได้ แต่เล่นตลกแล้วคนขำรึเปล่า เคยฝึกอะไรรึเปล่า การรู้จักตัวเองคือกฏข้อที่ 1 รู้จักและต้องยอมรับตัวเอง ถ้าเรายังไม่ยอมรับตัวเอง เราก็ไปหาวิธีที่ทำให้เราดีพอที่ตัวเราจะยอมรับตัวเรา อันนี้เป็นข้อแรกคือต้องรู้เราก่อน

​​สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับตัวเรา

4.1.1 รู้ในสิ่งที่มี/สิ่งที่เป็น – สำรวจและวิเคราะห์ตัวเอง ทั้งในส่วนที่เด่นและส่วนที่ด้อย
- ลักษณะทางกายภาพ
- สถานภาพ – ฐานะ พื้นฐานครอบครัว สังคมและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวและมีผลต่อพฤติกรรม/ความคิด
- นิสัยใจคอ – ทัศนคติ ความเชื่อ บุคลิกภาพ
- ความรู้ความสามารถ ความถนัด พรสวรรค์
- ความชอบ รสนิยม
- ความใฝ่ฝัน ความคาดหวัง เป้าหมายในชีวิต
- ปัจจัยเกื้อหนุน และโอกาส
- อุปสรรค และปัญหา
4.1.2 รู้ในสิ่งที่ต้อง พัฒนา-เปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับ ทัศนคติและความเชื่อ
- ทัศนคติต่อตนเอง
- ทัศนคติต่อผู้อื่น
- ทัศนคติต่อโลก
4.1.3 รู้วิธีการในการพัฒนา-เปลี่ยนแปลง พฤติกรรม การกระทำ อุปนิสัยใจคอ
- พฤติกรรมทางกาย
- พฤติกรรมทางความคิด
- พฤติกรรมในการเข้าสังคม
- ภาพลักษณ์ภายนอก

 

4.2 สำคัญที่ รู้เขา

การรู้เขาก็คือการรู้จักคนอื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา เปิดใจกว้างยอมรับความจริงของคนอื่น และความคิดเห็นของคนอื่น การศึกษาให้รู้ถึงที่มาที่ไป เหตุผลของพฤติกรรม ที่มาของความสำเร็จหรือความล้มเหลว การศึกษาวิเคราะห์สภาพที่เป็นอยู่จริงในปัจจุบัน และการวิเคราะห์สิ่งที่เขาคาดหวังในอนาคต ความต้องการ ความคาดหวัง หรือกติกาของสังคม สถานที่ หน่วยงาน หรือบุคคลที่คุณต้องการสร้างความยอมรับ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการเตรียมตัวหรือเตรียมเครื่องมือที่จะสร้างความยอมรับ

สามสิ่งที่ต้อง ‘รู้เขา’

- รู้ที่มา รู้อดีต เงื่อนไขหรือสิ่งที่สร้างให้เขาเป็นเช่นวันนี้
- รู้ข้อเท็จจริงในทุกสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน
- รู้ในความต้องการ ความคาดหวัง สิ่งที่เขาอยากเป็น สิ่งที่เขาอยากมี

ดิฉันเคยเขียนหนังสือเรื่องสั้น แอบอยู่ในคุณ ท้ายเล่มของหนังสือ เขียนเอาไว้ว่า สังคมมันก็เหมือนสัตว์น่ะแหล่ะ ถ้าเกิดเราอยากจะให้มันเชื่อง ตอนแรกเราต้องตามใจให้มันกินในของที่มันชอบก่อน แต่พอมันกินของชอบมันเชื่องมันรู้จัก มันรักเราแล้ว เราจะบังคับให้มันหมุนหรือเดินไปทางไหน มันก็เดินตามเรา รู้เขา คือ เราต้องรู้ว่าสิ่งที่จะไปสร้างความยอมรับมันมีเงื่อนไขยังไงให้เรายอมรับมัน มันชอบอะไร ไม่ชอบอะไร บริษัทที่เราจะไปสมัคร เค้าต้องการคนแบบไหน ทำงานด้านไหน มีผลประกอบการเท่าไหร่ เพื่อนร่วมงานเป็นยังไง เติบโตเท่าไหร่ เค้าให้โบนัสเท่าไหร่ เค้าลงโทษพนักงานยังไง เค้ามีวัฒนธรรมองค์กรยังไง เหล่านี้ก็เป็นวิธีที่ว่าเรารู้เขา ซึ่งต้องใช้เวลาในการศึกษา ต้องดู เหมือนอย่างที่เราจะไปคบใครซักคนนึง เราเห็นเค้าหน้าตาดี เราเห็นเค้าน่ารัก ชอบใจ มองเห็นท้ายทอยแล้วคิดว่าคนนี้คือเนื้อคู่ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เห็นท้ายทอยกันแล้วจะเป็นเนื้อคู่กัน มันต้องรู้จักกันก่อนว่า ผู้หญิงคนนี้ ผู้ชายคนนี้ ตัวตนเค้าเป็นคนยังไง เค้าชอบอะไรไม่ชอบอะไร คนบางคนอาจจะบอกว่า ชั้นรับไม่ได้เลยกับคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ส่วนเราเป็นคนกะล่อน เค้าก็ไม่ชอบเรา ในขณะที่บางคนชอบผู้หญิงเปรี้ยวๆกะล่อน แล้วถ้าเราเป็นคนกะล่อน มันตรงกับที่เค้าชอบ ผีกับโลงมันก็มาเจอกัน เหมือนกิ่งทองใบหยก เพราะฉะนั้นการรู้เขามันก็เป็นการป้องกันความผิดหวังได้ดีที่สุดทางหนึ่ง จะต้องรู้ว่าเค้าเป็นยังไง เค้าอยากได้อะไร ไม่อยากได้อะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อะไรเหมาะกับเค้า แล้วเราเหมาะกับเค้าไหม เราก็ประเมินตัวเราไว้แล้วว่าเราเป็นอย่างนี้ เราต้องรู้จักเค้า ที่นี้เรามาชั่งใจคิดได้แล้วว่าเรากับเค้าเหมาะกันไหม หรือถ้าเราอยากได้เค้ามากเหมาะไม่เหมาะก็ตามเราต้องหาวิธีทำยังไงก็ได้ให้เค้าชอบเรา เราเปลี่ยนตัวเอง หรือเราสร้างกติกาอะไรขึ้นมาให้มันตรงกับความชอบของเขา

 

4.3 เท่าทันโลก- รู้จักโลก

รู้ในกฏพื้นฐานของโลกและทุกสังคม

หากคุณปรารถนาจะครองโลก คุณต้องเข้าใจความคาดหวังขั้นพื้นฐานของโลก สิ่งที่คนทั้งโลกต้องการเหมือนๆกัน รวมทั้งตัวคุณเอง แต่อย่าให้ความคาดหวังของคนทั้งโลก มากำหนดวิถีชีวิตของคุณ เพราะคุณจะไม่มีความสุขเลย

โลกที่ว่านี้ มี 3 ใบ

4.3.1 โลกในอุดมคติ
4.3.2 โลกของคุณกับคนอื่นๆ
4.3.3 โลกส่วนตัวของคุณ

ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ในโลกนี้ น่าทึ่งตรงที่ว่ามนุษย์มีสีผิวต่าง เชื้อชาติต่าง ภาษาต่าง วัยที่ต่างกันแต่มนุษย์ต้องการอะไรที่เหมือนๆกัน แค่ปัจจัยพื้นฐาน คือปัจจัย 4 ต้องการทางความรู้สึกทางอารมณ์ 5 ข้อ คือ

1. ความต้องการทางด้านร่างกาย ปัจจัย 4

2.ต้องการความปลอดภัย

3.ต้องการความรักความเป็นเจ้าของ

4.ต้องการการยอมรับนับถือ

5.ต้องการบรรลุศักยภาพสูงสุดแห่งตน

มันเป็นสิ่งที่มนุษย์มีเหมือนๆกัน บางทีเราไม่ได้รู้จากหนังสือ เรารู้จากชีวิต แต่บางครั้งเราอายุยังน้อย เราไม่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตไปเรียนรู้ เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น หรือจากการที่คนอื่นค้นคว้าไว้แล้วก็ได้ เราก็จะพบว่าโลกนี้มันเหมือนกัน คนเราเรื่องของตัวเองนี่สำคัญที่สุด คนเราจะมีความเห็นแก่ตัว ไม่ได้แปลว่าเลวหรือดี เห็นแก่ตัวคือความสบายใจสุขใจของตัวเองสำคัญกว่าของคนอื่นเสมอ เป็นธรรมดาไม่ใช่ผิดหรือถูก คนมีทั้งความดีและความเลวในตัวเอง ต่อให้คนที่ดีที่สุดก็ต้องมีความไม่ดีอะไรบางอย่างอยู่ คนที่เลวที่สุดก็จะต้องดีกับใครบางคนบ้างหรือดีกับบางเรื่อง กฏพวกนี้พยายามหาข้อมูลมาให้เข้าใจ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าคาดหวังในตัวมนุษย์ เพราะถ้าเราเข้าใจกฏของโลกเราจะรู้ว่ากฏของโลกมีข้อเดียวคือ ความไม่แน่นอน ถ้าเราเข้าใจกฏข้อนี้ของโลก เราเข้าใจความไม่แน่นอนของฤดูกาล ของสภาพแวดล้อม ของปรากฏการณ์ ความไม่แน่นอนของคน ความไม่แน่นอนของกระแสน้ำ ของอะไรๆก็ตาม ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ โอกาสที่เราจะอกหักน้อยมาก แล้วก็เข้าใจความคาดหวังของคนที่มีต่อโลก ของคนที่มีต่อเรา

สมมติเรารู้จักกัน เห็นหน้ากัน อย่างน้อยที่สุดเราคาดหวังอะไรกัน สมมติว่าถ้าเราขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟฟ้า เราคาดหวังความไม่เป็นศัตรูของคนๆนั้น อันนี้คือความคาดหวังขั้นพื้นฐาน หรือถ้าเราไปอยู่ในสังคมใหม่ เราคาดหวังอะไร เราคาดหวังมิตรภาพ คาดหวังน้ำใจจากคนเหล่านั้น ถ้าคุณเข้าลึกไปในสังคม เป็นที่รู้จักเป็นเพื่อนกัน คุณคาดหวังการยอมรับและการให้เกียรติ ความคาดหวังเหล่านี้มันจะเป็นมาตรฐานธรรมดาๆของชีวิต พอคุณได้รับการยอมรับ ได้รับการให้เกียรติ ได้ทำงาน ก็คาดหวังที่จะมีความสำเร็จ มีชื่อเสียง มีความมั่นคงในชีวิต มีความปลอดภัย นี่ก็เป็นความคาดหวังของโลกเหมือนกัน แล้วพอคุณมีทุกอย่างครบหมดแล้วคุณเริ่มเบื่อ คุณก็จะคาดหวังว่าคุณจะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆคุณอยากไปเที่ยวเมืองนอกโดยไม่มีเหตุผลเพราะคุณอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆมันเป็นธรรมดาของโลก แล้วคุณก็คาดหวังจากคนอื่น คนอื่นก็คาดหวังจากคุณว่าคุณว่าคุณจะเติมเต็มสิ่งนั้นให้เขา เขาจะเติมเต็มสิ่งนั้นให้คุณ ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ได้ คุณก็อยู่กับคนได้สบาย คุณจะทำหรือไม่มันเรื่องของคุณ แต่ถ้าคุณเข้าใจ ถึงเวลาคุณหยิบตำราหยิบวิธีคิดนี้มาใช้ คุณก็จะจัดการปัญหาได้ เพราะคนเราบางครั้งไม่ได้ใช้วิธีที่เราพูดมาตั้งแต่ต้น เช่น รู้ว่าออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง เราไม่ออก แต่ถ้าวันนี้เราหกล้มก้นกระแทก เส้นมันตึง หมอบอกให้ออกกำลังกาย เราค่อยไปหยิบตำราออกกำลังกายมาออก อย่างน้อยเรารู้ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่อยู่ไปโดยไม่รู้อะไรเลยแล้วพอเกิดปัญหามันแก้ไม่ได้ ทีนี้เรารู้ซักหน่อยนึง พอถึงเวลาเราจะได้มาวิเคราะห์ได้ อย่างเช่น ลูกค้าบอกว่าจะสั่งซื้อสินค้าตัวนี้ ทุกอย่างตกลงหมด พอมาอีกวันลูกค้าบอกไม่ซื้อ เราตกใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น วิเคราะห์เลย 5 ข้อ มันเป็นเพราะอย่างนี้ มันเป็นเพราะเค้ารู้สึกไม่ปลอดภัย เราทำให้เค้ารู้สึกไม่ปลอดภัย เช่น เราทำโฆษณาเราขายอสังหาริมทรัพย์ อสังหา A กับอสังหา  Bมาโฆษณาในตัวเรา อสังหา A หรูมากลงโฆษณากับเราเดือนนึง อสังหา B หรูรองลงมา พอเห็นอสังหา A อยู่ในเล่มเรา เค้าไม่กล้ามาลงเทียบ เพราะกลัวว่าจะทำให้ค้าดูดรอปลงไป เค้ากลัวเค้าไม่ปลอดภัย มนุษย์ทุกคนกลัวความไม่ปลอดภัยทั้งนั้น เราก็ต้องให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย ถ้าเรามัวแต่กังวล แต่พอเราเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น วันหลังเราต้องแก้ปัญหาตรงจุดนี้ๆ เราจะจัดการกับชีวิตเราได้จัดการกับความรู้สึกของเราเอง และจัดการกับโลกข้างนอกไม่ให้มันเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ได้

ในโลกนี้สิ่งที่เราได้ฟรีมีอยู่ 3 อย่าง อย่างอื่นต้องจ่ายหมดเลย อย่างแรกคืออากาศ ได้เท่ากันทุกคน บิลล์เกต บิล คลินตัน หรือสตีฟ จอฟ ใครก็ตามหายใจฟรีเหมือนกัน อย่างที่สองคือเวลา รวยจนเท่าไหนมี 24 ชม. เท่ากัน อย่างที่สามคือความรักของพ่อแม่ที่ได้มาฟรีๆ คนบางคนก็ไม่ได้โชคดีที่จะได้รับความรักนี้ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้คือทุนที่เราทุกคนได้มาเท่าๆกัน อย่างอื่นไม่เท่า บางคนเกิดมาหน้าตาดี บางคนเกิดมารวยเกิดมาจน ฉลาด แต่สามอย่างนี้เหมือนกัน พ่อแม่อาจจะตัดไปด้วยซ้ำเพราะพ่อแม่อาจจะรักมากรักน้อยไม่เท่ากัน แต่เวลากับอากาศก็คือชีวิตของเรา ในต้นทุนที่เรามีเราต้องไปใช้กับโลก 3 ใบ คือ โลกในอุดมคติ อุดมคติคือ โลกที่เราคิดว่ามันจะเป็นอย่างไร โลกข้างนอก โลกที่เราอยากจะให้เป็นหรือความใฝ่ฝันของเรา เราอยากจะเป็นประธานาธิบดี เราอยากจะเป็นนักเขียน  อยากจะเป็นจิตรกรดัง นั่นคือเราอยากให้โลกภายนอกยอมรับเรา คนเหล่านั้นอาจจะไม่รู้จักเราเป็นส่วนตัวก็ได้ แต่เราอยากให้เขารู้จักเราอย่างนั้น เช่น เราอยากเป็นดารา อยากให้คนทั้งประเทศมาโหวด มาไลท์ มาดูหนังที่เราเล่น นั่นคือโลกในอุดมคติ โลกที่เราอยากให้เป็น 2 ก็คือโลกของเรากับของคนอื่นๆ คือโลกของเรากับพ่อแม่ กับเพื่อน กับแฟน กับที่ทำงาน อันนี้สำคัญ แล้วสุดท้ายก็คือโลกส่วนตัว ใน 24  ชม. เราเลือกแล้วว่าเราจะใช้เวลากับโลกตรงไหน เราก็จะได้จากตรงนั้นเยอะ คนบางคนชอบสังคม ชอบที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน  ชอบเป็นคนเด่นคนดัง เค้าก็ให้เวลากับโลกในอุดมคติเยอะ ไปสร้างความฝัน สร้างชื่อเสียง เพื่อให้มันสำเร็จกับโลกในอุดมคติ คนบางคนเป็นที่รักของเพื่อน เป็นคนดี มีเวลาให้กับคนนั้นคนนี้ กับลูกกับเรื่องงาน ทำเต็มที่ทุกอย่าง ก็ถือว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จกับโลกของคุณกับคนอื่นๆโลกในความสัมพันธ์ แต่บางที่คุณจะไม่มีเวลาให้กับโลกของตัวเอง เช่น ความจริงคุณอาจเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้ ชอบอยู่บ้านเฉยๆชอบนอนดูทีวี ถ้าคุณเลือกที่จะไปเป็นคนสำคัญ คุณก็เหลือเวลาดูทีวีน้อย ถ้าคุณอยากจะแต่งตัวสวยไปยืนพูดต่อหน้าสาธารณชน คุณต้องนอนน้อยลงอีก เพราะคุณต้องแต่งหน้าทำผม ไปอบผิว ขัดเล็บ ไปทำสปาไปตัดเสื้อผ้า 24 ชม.ต้องแบ่งให้ดีตามโลกที่เราให้น้ำหนักกับมัน ซึ่งเราต้องตัดสินใจเองว่าเราจะเอายังไง เพราะมันไม่มีอะไรฟรี ถ้าเราอยากให้เบอร์หนึ่งดี เราต้องเอาเวลาของเบอร์สองเบอร์สามมาให้เบอร์หนึ่ง ไม่มีใครได้ทั้งสามอย่างในเวลาเดียวกัน เก่งแค่ไหนก็ไม่มี ศาสดาในพุทธศาสนาถึงสละครอบครัว เพราะว่าท่านต้องการจะประสบความสำเร็จกับโลกในอุดมคติของท่าน สละครอบครัว สละลูก สละเมีย พ่อแม่ทิ้งหมด ไปเป็นพระ ไปประกาศคำสอน นั่นคือเค้าต้องการโลกในอุดมคติแล้วโลกส่วนตัวอาจจะไม่มีเพราะเอาเวลาไปทุ่มเทให้กับตรงนั้นมา ในขณะที่บางคนไม่หวังอะไรเลยในอุดมคติ แต่อยากจะเป็นพ่อที่น่ารักของลูก อยากจะเป็นพนักงานที่ดี เราเห็นพนักงานกวาดถนนเรารู้จักเขาในฐานะนั้น แต่อีกบทบาทนึงเค้าอาจจะเป็นพ่อที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกลูกก็ได้ นั่นคือเค้าเลือกแล้วว่าจะเล่นในบทบาทไหน เค้าไมได้มีโลกในอุดมคติที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่เค้าเลือกที่จะมีโลกในความสัมพันธ์ของเค้ากับคนรอบข้างเล็กๆกับลูกเค้า กับที่ทำงานเค้า ก็เรื่องของเค้า เพราะฉะนั้นเค้าอาจจะไม่มีโอกาสนั่งรถเบนซ์ลีย์ มีคนเปิดประตูให้ ยืนโบกมือท่ามกลางสาธารณชน เค้าไม่มีโอกาสนั้น แต่นั่นคือเค้าเลือก คนเราไม่มีโชคชะตา มันอยู่ที่เราเลือก ในขณะที่บางคนชอบอยู่เฉยๆชอบตกปลา แล้วก็นั่งตกปลาไป ไม่สัมพันธ์กับใคร ไม่ต้องการยิ่งใหญ่อะไร มันก็เรื่องของเค้าอีกเหมือนกัน เพราะเค้าก็จะเลือกอยู่ในโลกส่วนตัวของเค้า ไปปลูกผักก็เรื่องของเค้า หรืออย่างคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ดูเหมือนว่าเค้ากำลังมีโลกส่วนตัวก็ไม่เชิง เพราะว่าเค้ารอนแรมเดินทางเหมือนอยากจะใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันเค้าเอาโลกส่วนตัวที่ว่านั้นมาเขียนหนังสือ แล้วเผยแพร่ เลยไม่รู้ว่าอะไรส่วนตัวไม่ส่วนตัวกันแน่ เพราะจริงๆแล้วเค้ากำลังทำโลกในอุดมคติกับโลกส่วนตัวที่มาปนกัน ก็เรื่องของเค้าอีกเหมือนกัน แต่นั่นหมายถึงเวลาที่เค้าออกเดินทางไปทำอะไรตามใจฝันเค้าก็ต้องไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกให้เลี้ยง เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเงื่อนไขของโลก 3 ใบนี้ เราจะได้ไม่ฟูมฟาย ไม่มานั่งเสียอกเสียใจว่าทำไมชั้นไม่อย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าเราเอาทุกอย่างไม่ได้ เราอาจจะเอาทุกอย่างได้ถ้าเราเป็นคนเก่งมากแล้วเราบริหารเวลาดีมากๆ นั่นหมายถึงเราอาจจะไม่นอนเลยภายในหนึ่งวัน เพื่อที่จะทำให้โลก 3 ใบของเรามันเยี่ยมมากๆซึ่งก็หมายถึงเรื่องของคุณ แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ก่อนว่าเงื่อนไขมันคืออย่างนี้ คุณอย่าไปเสียใจนะถ้าเงื่อนไขคุณไม่ได้เป็นดารา เพราะคุณอยากเป็นแม่ คุณเป็นแม่คุณก็ต้องเลี้ยงลูกแต่คุณอดเป็นดารา อย่างคุณกบ สุวนันท์ เลิกแสดงหนังมาเป็นคุณแม่ เพราะว่าเค้าอยากจะเป็นคุณแม่ แต่ไม่ได้แปลว่าเค้าล้มเหลวในการเป็นดาราแต่หมายความว่าเค้าเลือก ส่วนคนอื่นจะมองยังไงมันเรื่องของคนอื่น เค้าต้องรู้ตัวเองว่าเค้าจ่ายอะไรอยู่ และเค้าเอาอะไร นี่คือแนวคิดของโลก 3 ใบ

You may also like...