7. ทำอย่างไรให้เป็นคนที่ถูกเลือกเสมอ

คุณต้องเป็นคนเก่ง คนดี คนไม่มีปัญหา และเป็นคนที่งดงามน่าดูเสมอ

รู้อย่างนี้ ไม่มีวันตกงาน – ไม่มีใครใครปฏิเสธคุณแน่ – เมื่อคุณเข้าใจมาถึงขั้นนี้ เรามาลงลึกถึงรายละเอียด ถึงเคล็ดลับในการสัมภาษณ์งาน ทั้งคนจบใหม่ และคนที่อยากเปลี่ยนงาน

7.1 เป็นคนเก่ง

คนเก่ง คือคนที่รู้ว่า ควรทำอะไร เมื่อไหร่ และทำอย่างไร – ทำตนให้เป็นผู้รู้อยู่เสมอ คนเก่งจะต้อง รู้กว้าง รู้ลึก รู้เขารู้เรา รู้จักตัวเอง ผู้ที่เรียกว่าเป็นคนเก่งคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้มีสติ แต่ในแง่ของความรู้ มันก็เป็นกลไกที่ทำให้เราประคองชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัย

รู้กว้างๆคือ รู้ภาพรวม รู้และเข้าใจว่าตอนนี้โลกมันเป็นยังไง ทิศทางของเรื่องที่เราสนใจ เช่น เราจะไปสมัครงานเป็นพริตตี้ของงานมอเตอร์โชว์ แล้วตอนนี้เค้านิยมว่าต้องซื้อรถคันแรก เราก็ควรจะรู้เรื่องพวกนี้หน่อยนึงว่าตอนนี้รถราคาถูกกำลังมาแรง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็รู้ไป รู้ว่าที่อเมริกาเกิดอะไรขึ้น พอการที่เรารู้กว้าง ทำให้เราหูตากว้างไกลแล้วก็มองเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ ได้ดี ทำให้เรามีความคิดที่หลากหลาย มีเพื่อนเยอะ ยิ่งมีเพื่อนเยอะยิ่งทำให้ทักษะในการใช้ชีวิตกับผู้คนในสังคมของเรายิ่งแข็งกล้า แข็งแกร่งขึ้น ใครคุยเรื่องอะไรเรารู้หมด แต่เราจะไปแจมด้วยนั้นเป็นอีกเรื่องของเรา

พอรู้กว้างแล้ว คนเราไม่ได้เป็นแค่พื่อนคุย คนเราจะต้องมีความรู้ดีๆที่เป็นตัวเองที่ทำให้เราเหนือกว่าคนอื่นซักอย่าง อย่างบางคน ตัวอย่างระดับนักบริหารบางคน เค้าจะไม่รู้หรอกว่าในธุรกิจนั้นมันต้องทำอะไรบ้าง แต่พอเค้าได้รับเชิญเลือกไปเป็นผู้บริหารเค้าจะมีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้เร็วและลึกในด้านการบริหาร เค้าอาจจะไม่รู้ว่าทอดมันฝรั่งยังไงให้กรอบ แต่เค้ารู้ว่าจะบริหารยังไงให้มันเจริญ เพราะฉะนั้นความรู้ในเรื่องที่เค้ารู้คือเป็นผู้บริหารที่ดี รู้ว่าจะบริหารคนยังไง คนเราจะต้องมีความรู้ลึกอะไรซักอย่าง ถ้าคุณไม่ชอบเป็นผู้บริหารคุณชอบเป็นคนเย็บผ้า คุณต้องรู้ว่าเย็บผ้าให้ดีมันเย็บยังไง

รู้เขารู้เรา รู้กว้าง รู้จักสังคม รู้จักคนที่เราจะไปเกี่ยวข้องด้วยว่าเค้าต้องการอะไร พอเรารู้แล้วเราก็ตอบได้ว่าเราจะทำอะไรให้เขา รู้ความต้องการที่เราจะไป รู้เกณฑ์ เพื่อที่จะมาประเมิน แล้วก็รู้จักตัวเอง คนเราถ้าไม่รู้จักตัวเองก็ไม่ต้องมาทำมาหากินอะไรอยู่บ้านดีกว่า

7.2 เป็นคนดี

ทุกสังคมต้องการคนดี เพราะคนดีจะทำสิ่งดี และไม่ทำในสิ่งเลว องค์ประกอบของความดีงามในแต่ละสังคมอาจแตกต่างกันบ้าง  อาจใช้เกณฑ์ของศาสนา หลักคุณธรรมจริยธรรม จารีตประเพณีหรือค่านิยมในสังคมนั้นๆ มาเป็นเครื่องตัดสิน แต่คนดีโดยมาตรฐานขั้นต้นของสังคมทั่วไปนั้นคล้ายๆ กัน ซึ่งสรุปได้ออกมาเป็นลักษณะร่วมดังนี้

- มีความซื่อสัตย์
- มีน้ำใจ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีความเมตตากรุณา
- มีระเบียบวินัย
- มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
- มีความอดทนต่อความยากลำบาก ขยันขันแข็ง
- มีความเคารพต่อกฏกติกาของสังคม
- มีความสุภาพเรียบร้อย รู้จักให้เกียรติผู้อื่น
7.3 เป็นคนไม่มีปัญหา

เพราะตัวเลือกในโลกนี้มีมากมาย การเลือกสรรคนมาใช้ในองคืกร หรือเลือกสรรคู่ชีวิต หรือแม้แต่การที่จะมีลูกสักคน หากเลือกได้เราก็อยากได้คนที่พร้อมสมบูรณ์ทั้งกายใจ ไม่สร้างปัญหาให้เป็นภาระ เช่นเดียวกับการซื้อรถสักคัน ย่อมไม่มีใครอยากได้รถที่ซ่อมบ่อย กินน้ำมันมาก ค่าบำรุงรักษาแพงเกินไป หากมีรถที่สวยเหมือนกัน น่าใช้เหมือนกัน แต่ค่าดูแลรักษาน้อยกว่า ประหยัดน้ำมันมากกว่า มาให้เลือกในราคาใกล้เคียงกัน สิ่งที่มีแนวโน้มจะสร้างปัญหาหรือภาระให้มากกว่า ก็มีโอกาสที่จะถูกปฏิเสธมากกว่าเป็นธรรมดา

- ปัญหาด้านร่างกาย
- ปัญหาด้านจิตใจ ทัศนคติ ความคิด
- ปัญหาด้านพฤติกรรม และบุคลิกภาพ
7.4 เป็นคนที่งดงาม น่าดูเสมอ

ดีจากเปลือก อย่าดีแต่เปลือก - มนุษย์เราคบกันแรกเห็น ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำงาน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เห็นปุ๊ปยังไม่ทันรู้จัก ยังไม่ทันคุยกัน ชอบไม่ชอบอยู่ที่สายตาที่เห็น ชอบคนแบบนี้ ทรงผมแบบนี้ คนแต่งตัวอย่างนี้ นั่งท่านี้ บุคลิกภาพ เพราะฉะนั้นเปลือกเราต้องโอเค ส่วนจะบอกว่าอะไรคือดีไม่ดี เราค่อยมาลงรายละเอียดกัน เพราะว่าดีของแต่ละคนหรือแต่ละฉากละครก็ไม่เหมือนกัน อย่างเราจะไปช่วยเด็กกำพร้า เด็กยากจนแต่เราดันแต่งชุดคุณนายอลังการไป มันก็ไม่ใช่เรื่อง แต่ถ้าเราต้องไปออกทีวีแล้วเราดันใส่ชุดโทรมๆ นุ่งผ้าถุงขาดๆไปก็ผิดกาละเทศะ เพราะฉะนั้นคำว่าดีมันไม่มีมาตรฐานหรอก ขึ้นอยู่กับว่าในโลกที่เรากำลังเล่นละครมันอยู่ฉากไหน แล้วเล่นได้สมกับฉากหรือเปล่าแต่เราจะต้องดีจากเปลือก เปลือกเราต้องดี เราต้องหอมให้ตรงกับคนที่ดมเราด้วย อย่างเช่นเราจะไปกอดหมาแต่ฉีดน้ำหอมราคาแพงไป หมามันอาจจะเหม็นเรา เพราะฉะนั้นดีจากเปลือกเราต้องรู้ก่อนว่าเราดีกับใคร คนๆนั้นมีเกณฑ์ในการตัดสินอย่างไร คนนี้นุ่งผ้าแดงไปยืนกลางนาควายมันอาจจะขวิดเอาเพราะมันไม่ชอบสีสด สิ่งเหล่านี้หมายความว่าเราต้องทำเปลือกให้ดี ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างผู้บริหารบางบริษัทเค้ามีประชุมบอร์ดเค้าก็ใส่สูทแต่พอเค้าจะแถลงข่าวไปช่วยเหลือช้างเร่ร่อน เค้าอาจจะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ให้ดูเป็นคนกันเอง เพราะฉะนั้นเปลือกต้องเปลี่ยนไปตามกาละเทศะ แต่มาตรฐานขั้นต้น เช่น ความสะอาด ความเรียบร้อยแต่พอประมาณต้องมี ความสุภาพ สมมารยาท สมกับวัฒนธรรมในสังคม ไม่โป๊ ต้องมี การแต่งกาย คำพูด ก็เป็นเปลือกอย่างนึงของคนเรา เสียงที่เค้าได้ยิน น้ำเสียง สำเนียง สำเนียงของคนมีผล ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ อเมริกา ในภาษาเดียวกันมันมีสำเนียงคนชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ชาวบ้าน คนอีสาน คนใต้  สำเนียงเหล่านี้ไม่ใช่สำเนียงที่บอกถึงแหล่งที่มาว่าคุณมาจากไหนในเชิงภูมิศาสตร์ แต่เป็นสำเนียงที่บอกว่าคุณเป็นคนระดับไหนในสถานะทางสังคม สำเนียงบางสำเนียงฟังปุ๊ปรู้เลยว่าคนๆนี้เนคนชั้นต่ำไม่มีการศึกษาแต่ตัวจริงอาจจะสวยมาก และเป็นคนที่จบปริญญาจากนอกก็ได้ แต่สำเนียงฟังปุ๊ปก็รู้ว่า สำเนียงส่อภาษกิริยาส่อสกุล ถ้าพูดกับลูกหรือคนที่บ้าน เราอาจจะเป็นอีกสำเนียง แต่พอพูดที่สาธารณะ เราก็ใช้อีกสำเนียงนึงใช้จังหวะจะโคนในการใช้ภาษาอีกชนิดนึง ออกไปข้างนอกน้ำหอมต้องฉีด อาบน้ำให้สะอาด ตัวไม่เหม็น สัมผัสทั้งทางใจ ผิวสัมผัส ข้าวของ ถ้ามีคนมาพรีเซนต์จะทำเรื่องความสวยความงามให้เรา แต่พอเปิดกระเป๋ามา กระเป๋าเก่า ขาด ขี้ฝุ่นเขรอะ คอมเปื้อน สกปรก มีสติ๊กเกอร์ติดเต็มไปหมด นี่จะมาดูแลเรื่องความสวยงามให้เรา ตายจริง ไม่มีความน่าเชื่อถือเลย ทั้งๆที่เค้าอาจจะเก่งมากก็ได้ เปลือกต้องดี ข้างในก็ต้องดีด้วย

You may also like...