8. เตรียมตัวเอง และเครื่องมือให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อความสำเร็จในการก้าวสู่โลกของการทำงาน

8.1 เตรียมตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ

ในแง่ของร่างกายจิตใจ จิตใจน่าจะเตรียมยากหน่อย แต่ว่าร่างกายขั้นพื้นฐานที่สุด เราควรจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์  ถ้าคนพิการก็ไม่เป็นไรเพราะนั่นคือรูปธรรม บริษัทหน่วยงานหรือการเลือกคู่ครองกัน เค้าก็ดูคนที่สุขภาพดี มาเว้าๆแหว่งๆพิกลพิการก็จะไม่ได้รับเลือก ถ้าท่ามกลางตัวเลือกมากมายเค้าก็ต้องเลือกอันที่ดีสุดก่อนเป็นธรรมดา ผิวสวย ผมดำเป็นมัน ตาใส ของพวกนี้วิชาสุขศึกษา ป1-ป2 เค้าก็สอนกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง ร่างกายควรจะออกกำลังกาย ส่วนจิตใจศาสนาก็จำเป็น มันทำให้เราสามารถควบคุมและยอมรับอะไรได้ดี เข้าใจสิ่งที่มันเกิดกับเรา เราก็ยอมรับและผ่านไปได้ ถ้าเราเจอเรื่องไม่พอใจอะไรบางอย่างและเรามีเงื่อนไข วิธีการในการคิดหรือการมองมันจะทำให้เราไม่ฟูมฟาย ไม่โศกเศร้า ไม่เสียเวลากับเรื่องนั้น แล้วเราก็เดินหน้าต่อไปได้ ความเสียใจความโกรธทุกคนต้องมี แต่จะไปลุ่มหลงงมงายอยู่กับความรู้สึกวูบวาบนั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นบางครั้งศาสนาช่วยได้ เพราะจะมีคำตอบให้เรากับสถานการณ์บางอย่าง ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่เราคนเดียว มันเกิดขึ้นกับทุกคนเช่น พ่อแม่ตาย พ่อแม่ใครก็ต้องตาย กระทั่งตัวเราก็ต้องตาย บางครั้งเราลืมไป มัวแต่ฟูมฟาย แต่ถ้าเรามีการช่วยเหลือจัดการจิตใจของเราด้วยเครื่องมือบางอย่าง มันก็ทำใหเราสมบูรณ์ขึ้น ถ้าเปรียบเราเป็นสินค้าก็เป็นประเภทน่าใช้น่าหยิบ

8.2 เตรียมเครื่องมือ

8.2.1 Resume

Resume หรือประวัติของตัวเอง มีนักศึกษาหรือผู้สมัครงานหลายคนเข้าใจว่า เอกสารสมัครงานที่ดีต้องเป็นฟอร์แมทที่ตรงตามมาตรฐาน จริงอยู่บางหน่วยงานหรือบริษัทต้องการอย่างนั้น เพราะมีคนมาสมัครเยอะและเค้าต้องการให้ตรงตามมาตรฐาน ต้องการจะตัดความแตกต่างจากรูปแบบออกมาให้หมด แต่หัวใจจริงๆของการทำ Resume ต้องอธิบายสิ่งที่เราเหมาะกับบริษัทนั้น ให้บริษัทนั้นเข้าใจได้มากที่สุด ไม่ใช่ทำResume ชนิดเดียวส่งไปทุกบริษัท อาจจะฟลุ๊คได้บริษัทที่เซ่อๆซ่าๆซักบริษัท ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรทำ Resume ให้เหมาะกับบริษัทไหน มันก็ย้อนกลับตั้งแต่ต้น รู้เขารู้เรา เราต้องหาข้อมูลบริษัทนั้นก่อนว่าเป็นบริษัทเกี่ยวกับอะไร ขายอะไร ผลิตอะไร เหตุผลที่เค้าต้องการเราคืออะไร บริษัทที่เค้ารับคนมีอยู่สองสามเหตุผล ถ้าแบ่งออกมาใหญ่ๆอาจจะได้สักสองเหตุผล บริษัทที่รับคนเพราะว่าเค้ามีปัญหาเค้าแย่ เค้าเลยต้องการคนมาช่วย สองบริษัทที่เค้าดีแล้วเค้าอยากจะขยาย เค้าต้องการคนมาเพิ่มความดีของเค้า บริษัทประเภทแรกคือบริษัทที่ต้องการความช่วยเหลือ นั่นคือบริษัทที่คุณจะได้เข้าไปใช้ความสามารถของตัวเองได้เต็มที่ เข้าไปลุย เข้าไปทดลอง เข้าไปแก้ ทำอะไรก็ได้ให้เขาดีขึ้น  บริษัทประเภทที่สองที่ดีอยู่แล้ว เช่น คุณเป็นเจ้าของโรงแรมห้าดาวที่กำไรเยอะมาก และคุณมีวิธีที่จะฝึกพนักงานให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพก็เยี่ยมมาก คุณมีตำราหรือมีวิธีที่จะพัฒนาบุคลากรที่เอาเด็ก ปวช ปวส มาทำงาน แต่พมาฝึกกับคุณแค่สามเดือน กลายเป็นพนักงานโรงแรมมืออาชีพ เพราะฉะนั้นคุณต้องการจะเอาคนมาฝึกเพิ่ม ทำให้คนดีๆชนิดนี้เพิ่ม เพื่อที่คุณจะได้ไปเปิดโรงแรมเพิ่ม ชนิดของคนสำหรับบริษัทสองประเภทไม่เหมือนกัน ถ้าคุณจะไปสมัครบริษัทที่ดีอยู่แล้ว คุณต้องพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งที่เค้าเป็นอยู่ ต้องสลายตัวตนและไปเรียนรู้กับเค้าแล้วรับสิ่งดีๆและเป็นคนชนิดที่เค้าต้องการ มันเหมาะสำหรับคนที่จะไปทำอะไรแบบนั้น เราก็ต้องดูตัวเองก่อนว่าเราเป็นคนแบบไหน เราเป็นคนหัวดื้อ หัวแข็ง เราไม่ควรไปทำที่นี่ เราชอบทำอะไรแบบทดลอง ทำอะไรใหม่ๆ ทำอะไรด้วยตัวเอง ชอบทดลอง ไม่ชอบเป็นหัวหน้า ชอบให้มีคนมาบังคับให้ทำอะไรเหมือนๆกัน คุณอาจจะไม่เหมาะกับบริษัทประเภทนี้ คุณอาจจะเหมาะกับบริษทที่กำลังแย่ และต้องการคนรุ่นใหม่ที่ท้าทาย ชอบแก้ปัญหา ต้องการความคิดใหม่ๆ คุณอาจต้องไปที่นั่น คุณต้องดูตัวเองก่อน เพราะฉะนั้นการทำจดหมายสมัครงานต้องดูให้ถูกว่าตอนนี้เราจะไปที่ไหน

8.2.2 จดหมายสมัครงาน
8.2.3 รูป

รูปลักษณ์ รูปถ่าย ก่อนที่เค้าจะเรียกคุณไปสัมภาษณ์ เค้าต้องดูรูปคุณก่อน แล้วสิ่งที่จะทำให้ล้มเหลวเวลาไปสัมภาษณ์งานคือ การเอารูปถ่ายหน้าตรงติดบัตรซื่อบื้อส่งไป แล้วดูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร ดูแล้วแข็งกระด้าง ไม่อาจบอกอารมณ์อะไรได้เลย รูปพวกนี้ดีสำหรับคนห่วยๆคนที่ดูแย่ๆมันก็จะกลบความแย่ของเค้าได้ แต่มันไม่สามารถบอกได้ว่าคนนี้มีทัศนคติยังไง แววตาเป็นยังไง แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณมีอัตลักษณ์และรูปลักษณ์ที่ดีพอแล้วต้องการพรีเซนต์ตัวเอง  คุณถ่ายรูปดีๆที่สื่อสารความเป็นตัวคุณ ความเป็นมือออาชีพและสุภาพด้วย เช่นคุณอาจจะยิ้มน้อยๆใส่ชุดที่ดีที่สุดของคุณ แต่ต้องไม่ใช่สายเดี่ยว แต่ถ้าคุณจะไปสมัครงานเป็นพริตตี้มอเตอร์โชว์ก็โอเคคุณอาจต้องใส่ หรือไปสมัครงานถ่ายแฟชั่นก็ทำฟอร์ดฟอลีโอเพื่อถ่ายแฟชั่นโดยเฉพาะคุณก็ต้องการรูปประเภทนั้น แต่ถ้าสมัครงานเป็นผู้จัดการโรงแรม ผู้จัดการธนาคาร คุณก็ต้องรู้ว่าภาพลักษณ์ของผู้จัดการธนาคารต้องมีความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ของผู้ทำงานธนาคารก็ต้องดูเป็นคนมีรสนิยม ดูสำอางค์นิดหน่อย หรือว่าจะไปสมัครเป็นโฟร์แมนก็ต้องทำให้ร่างกายเข้มแข็งบึกบึน ดูเด็ดขาด คุณต้องรู้ก่อนว่าเค้าจะเอาอะไรแล้วคุณก็สื่อสารคุณไปในรูปถ่ายอย่างนั้น ไม่ใช่ยืนทื่อติดบัตรมองเหม่อ ซึ่งมันดูตลกขบขัน

8.2.4 เสื้อผ้าหน้าผม

เสื้อผ้าหน้าผม ต้องดูอีกว่าจะไปสมัครอะไรเสมอ ถ้ารู้แล้วก็จะรู้ว่าคนบริษัทนี้เค้าต้องการแบบไหน แล้วตัวคุณเองคิดว่าเหมาะกับที่นี่ไหม ถ้าคิดว่าเหมาะคุณก็ทำตัวให้มันเหมาะแล้วเดินเข้าไป หรือทำตัวกลางๆเข้าไปก่อนให้มันเรียบร้อย สุภาพตามมาตรฐานสากล คุณต้องประเมิน แต่หัวใจสำคัญคือต้องสะอาด เนี้ยบ คุณต้องดูโอเค ไม่มากไม่น้อยเกินไป ข้าวของที่หยิบมาใช้ ฟอร์ดฟอลีโอ ผมเผ้า แว่น แหวน กำไร นาฬิกา เล็บทาสีอะไร เล็บตัดสั้นรึยัง แปรงฟัน หน้าตา สิวมีไหม เค้าดูหมด เป็นธรรมชาติของคน คนบางคนเวลาคุยกันขนจมูกยาวแลบออกมามันเสียอารมณ์ เพราะสัมภาษณ์คนมาเยอะ ทั้งนักศึกษาที่จะสอบเข้า ทั้งบุคลากรในองค์กรที่ไปช่วยเค้าบริหาร บริหารสถานศึกษามาบ้างที่คณะที่เปิดใหม่ ซึ่งต้องรับนักศึกษารับอาจารย์ ในงานส่วนมากที่ได้ไปทำก็จะไปทำงานด้านบริหาร เป็นความบังเอิญที่หน้าตาเหมือนจะเป็นคนที่บริหารอะไรได้ ทั้งที่จริงอาจจะไม่ได้ ดูดุ ดูแก่เกินวัย เวลาไปทำอะไรคนเค้าก็จะให้ไปเป็นหัวหน้า ซึ่งพออายุ 40 แล้วถึงได้รู้ว่า เกลียดที่สุดคือเป็นหัวหน้าคน รู้ตัวเองช้าเหมือนกัน ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง เย็บผ้าเอง ทำกับข้าวเอง  ชอบทำงานทุกอย่างที่ใช้แรงและมือ แต่ความคาดหวังสังคมบอกว่า ถ้าคุณไม่เป็นหัวหน้าคนแสดงว่าคุณไม่เก่ง ถ้าเป็นคนไม่มีลูกน้องคือไม่ประสบความสำเร็จ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เรามีอาชีพ บุคลิกแบบนี้ก็ทำอาชีพทำรายได้ให้เรามีชีวิตที่สุขสบาย บางที่เราก็แอบหลับตาข้างเดียวเพราะว่าเราก็โกงตัวเองเหมือนกัน ลึกๆเราก็แอบชอบ แต่ถ้าเลือกได้ไม่ห่วงปัจจัยในการครองชีพก็อยากสอยเสื้ออยู่บ้านเล็กๆน้อยๆที่ไม่ได้เงิน

8.2.5 ทัศนคติ ความคิด

ทัศนคติความคิด ขอเอาหลักคิดที่ได้ในการไปสัมภาษณ์ผู้บริหารจำนวนมากจากการทำสื่อไฮคลาสมา สิ่งที่ทำให้คนไปถึงเป้าหมายคือทัศนคติ สิ่งที่ทำให้คนแตกต่างและโดดเด่นจากคนอื่นคือทัศนคติ  เวลารับคนน่าทึ่งมากที่จะไม่รับคนที่มีทัศนคติดีพอที่จะรับมาเป็นบุคคลสำคัญในองค์กร คนส่วนใหญ่จะมีวิธีคิดว่าให้มันเอาตัวรอดไปและมาสมัครงานเพื่อตัวเอง ไม่ได้มาสมัครเพราะอยากจะมาช่วยบริษัทนี้หรือเป็นแฟนคลับของบริษัทนี้

ถ้าบริษัทนี้กำลังแย่ อยากจะมาสมัครงานเพื่อที่จะมาสร้างความสำเร็จให้บริษัทกับสองบริษัทนี้เจ๋งมาก เรามาเพราะเราชื่นชมคุณมานาน เราเห็นว่าเป็นบริษัทที่เยี่ยม เราอยากร่วมงานอยากเป็นส่วนหนึ่งอยากมาช่วยสร้างความสำเร็จให้คุณ ทัศนคติแบบนี้มีน้อยมากมีแต่มาหลอกเค้า ท่องจำมาแล้วมาพูด ใครก็พูดได้ แต่ทัศนคติมันจะออกมาจากท่าที ออกมาจากใจ เคยรับพนักงานมาคนหนึ่งจากการคุยโทรศัพท์แค่ครั้งสองครั้ง โดยบังเอิญ แล้วมาพูดคุยมาเจอกัน เรามีสื่อ ArtBangkok.com เปิดขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารศิลปิน ศิลปะ และการออกแบบทั้งหมดในประเทศไทย เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ ข้อมูลแก่เยาวชนและคนทั้งประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีแหล่งข้อมูลด้านนี้น้อยเต็มทีนอกเหนือจากการเรียนในมหาลัยด้านศิลปะต่างๆประชาชนไม่มีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านศิลปะเลย ทำให้รสนิยมของประเทศหรือความรู้มันน้อย เราก็เลยเปิดสื่อนี้ขึ้นมา ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราทำสื่อนี้ด้วยเรี่ยวแรงเล็กๆของเราเองเพราะเราไม่ได้หวังเงิน เราก็เลยไม่ได้ทำไปในทิศทางที่มันใหญ่มาก แล้วเราก็พยายามมองหาใครซักคนนึงที่มีมุมมองตรงกัน ในการสร้างสรรค์อะไรให้สังคม จริงอยู่เราต้องเลี้ยงชีพแต่ทัศนคติที่เราเห็นว่าเราต้องทำอะไรดีๆไปด้วยไม่ได้ห่วงว่าเลี้ยงชีพอย่างเดียว เราเลี้ยงชีพอยู่แล้วและเราไม่มีวันไปทำอะไรที่ผิด ที่ผ่านมาเราก็ได้คนดีเข้ามา แต่ว่ามันไม่ได้มีเป้าหมายและทัศนคติที่จะสร้างสรรค์อะไรร่วมกัน ซึ่งน่าทึ่งมากว่ามีเงินเยอะก็ไม่ใช่ว่าจะจ้างได้ คนเก่งหรือมีความสามารถด้านอื่นก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะถ้าไม่มีทัศนคติที่ตรงกันแล้วมันยากที่จะทำงานร่วมกันหรือสื่อสารสิ่งดีๆตรงกันให้มันออกไปได้ มันต้องมีทัศนคติที่ดีต่องาน

ผู้บริหารหลายคนที่สัมภาษณ์บอกว่าทัศนคติที่จะประสบความสำเร็จของคนเรามันจะต่างกันมาตั้งแต่แรก ผู้บริหารที่ไม่เข้าท่าบางคนอาจจะเลือกลูกน้องที่มีนิสัยเหมือนตัวเอง หรือข้อเสียที่เหมือนตัวเอง ชอบคนประจบสอพลอทำให้ตัวเองพอใจ ผู้บริหารขององค์กรที่ประสบความสำเร็จ ดูคนที่ทัศนคติ ดูคนที่จะมาทำอะไรได้ดีกว่าตัวเอง ทำให้มันเกิด ทำให้มันเจริญ ซึ่งคนอย่างนั้นมันจะฉายแววตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาเลย และไม่มีใครหยิบยื่นให้กันได้ต้องหยิบยื่นให้ตัวเอง แล้วคนพวกนี้ราคาแพงมาก ไม่ใช่ว่าจ้างราคาแพง แต่มีเงินจ้างก็หาไม่ได้ ทัศนคติคือสิ่งสำคัญ ทำให้เรามีงานทำ หรือทำงานที่ดี เราต้องกลับไปเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง เราต้องเป็นคนดี เป็นคนที่อยากทำอะไรให้สำเร็จ ใส่ใจสิ่งที่เราทำ ที่ผ่านมาแล้วก็แล้วไป หลังจากนั้นต้องถามตัวเองว่า คิดแล้วว่าเราต้องการอะไร อยากทำอะไรแล้วทำให้ดี แต่ทัศนคติเป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้แต่หล่อหลอมได้ เช่นตื่นเช้ามามีคนมานอนบ้านเราแล้วบอกว่าสอนทัศนคติไหม เราบอกว่าสอนไม่ได้แต่หล่อหลอมหมายถึงอยู่ๆกันไปแล้วค่อยๆให้เห็น ตัวอย่างเวลาเรารับแม่บ้านมาใหม่จากต่างจังหวัด บางคนก็เป็นคนดีมาก ดีกว่าเราอีก บางคนก็ตะกละตะกรามเพราะว่าบ้านเค้าขาดแคลนมาก และฉกฉวยเพราะรู้สึกว่ากลัวจะโดนเอาเปรียบ พอนานๆไปเราอยู่กับเค้าเราแสดงให้เค้าเห็นว่าเนี่ยเราดูแลเค้า เรามีอะไรกินเค้าก็กินเหมือนเรา ไปเที่ยวไหนเราพาเค้าไปด้วย เราไม่คดโกงเค้าเราให้ในสิ่งที่เค้าคิดไม่ถึง เราให้สวัสดิการ ถึงเราจะไม่รวยแต่ให้ในสิ่งที่เค้าควรได้รับ หลังจากนั้นเค้าถึงหันด้านดีออกมา ตัวอย่าง คนที่มาทำงานด้วย มีความระแวงกลัวคนเอาเปรียบ สุดท้ายก็ดีขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นคนอารีอารอบ กลายเป็นคนที่ให้ เพราะเค้าถูกหล่อหลอมให้ด้านดีออกมา บางครั้งทัศนคติเกิดจากการที่เราเอาตัวเองไปไว้ในที่ๆดี ให้เราถูกอบรมให้ดีขึ้นมา คนเราเลือกได้ เช่น ถ้าเราไปหาแฟนที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม หรือที่บ่อนโอกาสที่เราจะเลิกราคือแฟนที่ไหนมากกว่า แต่บางครั้งก็ไม่แน่เสมอไป อาจจะอยู่กันยืด แต่ถ้าอยู่กันแล้วใจร่มๆไม่มีปัญหา เราไปหาแฟนที่คนดีๆไปกัน โอกาสที่เราจะมีแฟนที่ไม่มีปัญหามันจะมากกว่า เช่นเดียวกันถ้าเราอยากมีทัศนคติที่ดี เราก็ต้องนำพาตัวเองไปที่ๆดีงาม คบเพื่อนดี อ่านหนังสือดี ปฏิบัติชีวิตดีๆของพวกนี้ไม่ใช่เรื่องบุญกรรม เป็นเรื่องที่เราเลือก แต่ถ้าเราเกิดมาในซ่องโจรเราเลือกได้ว่าเราเป็นยังไง ไม่มีใครมาสั่งเรา เราเลือกเอง นายกชวน แม่เป็นแม่ค้าขายพุงปลาในตลาด ถ้านายชวนคิดว่า แม่ชั้นเป็นแม่ค้าขายพุงปลา งั้นชั้นเป็นพ่อค้าขายไอติมละกัน ก็จบ เราก็ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนนี้ เพราะฉะนั้น ทัศนคติ มันสร้างขึ้นมาได้จากการเลือก

8.2.6 รสนิยม

รสนิยม ต้องหล่อหลอม ใช้เวลา เรียนรู้ รสนิยมไม่ใช่พรสวรรค์ เป็นเรื่องของความรู้ อันนี้คือวิชาที่เราจะสอนในโอกาสต่อไป รสนิยมประกอบไปด้วยสารพัดในเรื่องราวหลายหลายชีวิต กระทั่งการคบเพื่อนคบคนก็เป็นรสนิยม คบคนอย่างนี้ก็แสดงว่าเราไร้รสนิยม เราอ่านหนังสืออย่างนี้แสดงว่าเราไร้รสนิยม  เราแต่งตัวอย่างนี้แสดงว่าเราไร้รสนิยม ทำไม อันนี้ต้องเรียนรู้กันขนานใหญ่ แต่สั้นๆของคำว่ารสนิยมคือว่ารู้ว่าอะไรเหมาะกับอะไร และอะไรเหมาะกับตัวเรามันจะคล้ายๆกาละเทศะแต่มันจะพ้นอันนั้นมาอีก อะไรอยู่กับอะไรแล้วดีแล้วสวยแล้วได้ประโยชน์ นั่นคือรสนิยม คือความสามารถที่จะเลือกสรรในการที่จับอะไรมาใช้กับอะไรได้ถูกที่กูกเวลา ถูกจริต ถูกอารมณ์ เห็นแล้วสวยเห็นแล้วมีสุนทรียภาพ – - – ว่างๆจะเขียน ประเด็นนี้ให้อ่านกันต่อ :)

 

You may also like...