ผัดถั่วงอก

ผัดถั่วงอก

นาฬิกาข้างฝาบอกให้รู้ว่าเวลาเลยบ่ายโมงไปนานแล้วสมพลปิดประตูห้องทำงานดังปังใหญ่อย่างหัวเสีย อาหารเช้ายังไม่ตกถึงท้องนอกจากกาแฟดำถ้วยเดียว มื้อเที่ยงจึงเป็นมื้อสำคัญที่เขาต้องพยายามไม่ให้ผิดเวลา ทั้งความหิวและเรื่องต่างๆ จากที่ประชุมทำให้เขาหงุดหงิด

อาหารเที่ยงในกล่องโฟมวางอยู่บนโต๊ะทำงาน สมพลทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ผู้จัดการของเขาอย่างหมดแรง แกะหนังสติ๊กที่รัดกล่องโฟมออกด้วยมือที่ค่อนข้างสั่นเพราะความหิว เมื่อกล่องเปิดอ้าออกจนเห็นอาหารข้างใน สมพลก็บันดาลโทสะจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ เขาตะโกนเสียงดังลั่นห้องด้วยความโกรธด้วยตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ห้องทำงานของเขาจึงเป็นส่วนตัวและมิดชิดพอที่จะทำอย่างนั้นได้

 

“ไอ้ห่า……ซื้ออะไรมาให้กูกินวะ ผัดถั่วงอก มันจะบ้าหรือยังไงยัยแม่บ้านนี่ ของกินมีเยอะแยะเสือกเอาผัดถั่วงอกมาให้เดี๋ยวพ่อไล่ออกซะเลย”

เขาโกรธจนอยากจะเอาอาหารกล่องนั้นไปปาใส่ฝาผนังดูมันแตกกระจายหกเลอะเทอะไปทั่วห้องให้มันหายแค้นแต่สมพลก็ไม่ใช่คนก้าวร้าวขนาดนั้น เขายังมีสติ และต่อให้ขาดสติขนาดไหนการกระทำอะไรรุนแรงด้วยอารมณ์ก็ไม่ใช่นิสัยเขา

เขามองผัดถั่วงอกที่โปะมาบนข้าวในกล่องโฟมอย่างจงเกลียดจงชังภาพครูผู้หญิงร่างอ้วนใหญ่พยายามยัดเยียดป้อนข้าว ที่มีผัดถั่วงอกกับข้าวเพียงอย่างเดียวให้กับให้กับเด็กชายวัยหกขวบ มันยังแจ่มชัดอยู่ในหัว เขาเกลียด! เกลียดโรงเรียนประจำแห่งนั้น เกลียดครู เกลียดอาหารเลวๆ ทุกอย่างที่ต้องทน

กินในแต่ละวันซ้ำๆ ซากๆ ไปจนเกือบสิบปี จนถึงวันที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย สมพลจึงได้รับอิสรภาพ

ตอนอยู่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง เขากินข้าวผัดกะเพราไข่ดาวเป็นอาหารเที่ยงแทบทุกวันอย่างเอร็ดอร่อย เขาซื้อโค้กเก็บไว้ที่หอเป็นลังๆ เพื่อดื่มแทนน้ำเปล่า ให้สมกับที่ต้องทนมาเป็นสิบปี

สำหรับสมพลอาหารโรงเรียนประจำไม่ต่างอะไรกับอาหารในคุกนรก โรงครัวจะเตรียมทำอาหารแต่เช้า และจัดวางให้เรียบร้อยเป็นสำรับเดี่ยวๆ สำหรับนักเรียนแต่ละคนให้เสร็จตั้งแต่สิบโมงเช้า กว่าจะถึงตอนพักเที่ยงอาหารที่จัดวางไว้ในถาดก็เย็นชืด ผัดผักมีน้ำมันเย็นจับเป็นไข โดยเฉพาะถั่วงอกที่แสนน่ารังเกียจ ซึ่งต้องมีประจำอาทิตย์ละสองครั้งเป็นอย่างต่ำ

ครูสั่งให้ทุกคนกินอาหารให้หมด เพื่อที่จะได้อิ่มท้องและไม่แอบเอาของกินจุบจิบเข้าไปนั่งกินในห้องเรียน เด็กชายสมพลวัยหกขวบจึงแก้ปัญหาด้วยการเอามันไปเทในถังขยะเมื่อถูกจับได้ เขาถูกครูบังคับให้กินผัดถั่วงอกชามใหญ่ให้หมดเด็กชายกล้ำกลืนกินมันด้วยน้ำตานองหน้า ตกเย็นเขากลืนอาหารอะไรไม่ลง และนอนทรมานด้วยการปวดท้องตลอดคืน

มันเกินไป! มันเกินไปจริงๆ สำหรับเด็กชายตัวเล็กๆที่ต้องถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวในโรงเรียนประจำโดยไม่มีพ่อแม่มารับกลับบ้านตอนปิดเทอมเหมือนเด็กคนอื่นๆ

พ่อของสมพลตายหลังจากวันเกิดครบรอบหกปีผ่านไปได้ไม่กี่วันโดยไม่มีเทียนวันเกิดสักเล่ม แม่แต่งงานใหม่กับไอ้เจ๊กหมูตอนที่เป็นเจ้าของบริษัท หลังจากนั้นไม่นานแม่กับพ่อเลี้ยงก็ย้ายไปทำธุรกิจที่ฮ่องกง สมพลเป็นเพียงของชิ้นเก่าชิ้นหนึ่งที่แม่ไม่กล้าโยนทิ้ง แต่ก็ไม่คิดจะเอาติดตัวไป จำเป็นต้องหาที่เก็บอย่างถาวร ไอ้หมูตอนบอกกับแม่ว่าโรงเรียนประจำแห่งนี้ประหยัดและปลอดภัยยังกับตู้เซฟธนาคาร แม่ก็เออออด้วย

ใบหน้าอวบอูมสีขาวเหมือนหนังหมูลวกน้ำร้อนนัยน์ตาเล็กหยีในแว่นกรอบทอง คิ้วที่เฉียงขึ้นด้านข้างเหมือนตัวกังฉินในโรงงิ้วลอยเด่นขึ้นมาหลอกหลอน จากวันนั้นจนถึงวันนี้จากเด็กชายสมพลกลายเป็นคุณสมพล ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย มีดีกรีปริญญาโทสาขาด้านบริหารจากอเมริกาเป็นเครื่องรับประกันคุณภาพ

ในระยะเวลาเกือบสามสิบปี เขาได้พบหน้ากับคนที่ได้ชื่อว่าพ่อเลี้ยงเพียงสี่ครั้ง

แต่ครั้งเดียวมันก็เกินพอแล้ว! แค่ครั้งแรกที่เขาได้เห็นหน้าบวมฉุ เจ้าของร่างสูงใหญ่อ้วนกลมที่เดินโอบเอวแม่เข้ามาในบ้านสมพลรู้ว่าหัวใจอันบอบซ้ำไม่มีวันลบเลือนใบหน้าของคนที่แม่บอกให้เรียกว่า“พ่อ” ได้ ใครจะไปรู้ สมพลอาจจะจำหน้าไอ้หมูตอนนั่นได้ดีกว่าหน้าพ่อที่ตายไปเสียอีก เพราะเขาเกลียด…เกลียดขี้หน้ามันตั้งแต่แรกเห็น และยิ่งเกลียดที่มันทำให้แม่จับเขายัดใส่คุกนรก แล้วก็ทิ้งเขาเอาไว้แบบขังลืม

ชีวิตที่ต้องต่อสู้ตามลำพังสอนให้เขาเป็นคนฉลาดทันคน รู้จักอดทนและแข็งแกร่งต่อความยากลำบากต่างๆ ในชีวิต เขาเรียนรู้ที่จะสังเกต จดจำและประเมินความรู้สึกนึกคิดผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นจากหน้าตา บุคลิกลักษณะ ความสามารถ นิสัยใจคอ สาขาวิชาด้านการบริหารบวกประสบการณ์ จากการเป็นพนักงานในแผนกบุคคลเป็นเวลาหลายปี ทำให้เขาอ่านลักษณะคนได้ทะลุปรุโปร่ง

โหงวเฮ้งของไอ้รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารคนใหม่ ที่เจ้าของบริษัทพามาแนะนำในที่ประชุมตอนเช้า ในฐานะหัวหน้าโดยตรงตามสายงาน ทำให้เขาเครียด ได้ยินว่าเป็นญาติห่างๆ กับเถ้าแก่เนี้ย เป็นเจ้านายอีกคนของเขา นายใหญ่เกรงใจเถ้าแก่เนี้ยอย่างกับอะไรดี ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าไอ้เจ๊กหัวล้านคใหม่นั่นต้องเป็นเด็กฝาก ประเภทที่เรียกว่าอภิมหาอำนาจอีกคนที่พร้อมจะก้าวขึ้นมายืนขากถุยอยู่บนหัวของเขา และพนักงานทั้งบริษัท ในอีกไม่ช้าไม่นาน

ตามันเล็กเหมือนตาปลาดุก ดูหลุกหลิกลอกแลกไม่น่าไว้ใจ คิ้วมันก็เฉียง ท่าทางทั้งขี้โกงและเห็นแก่ตัว ปากบางเฉียบอย่างนั้นไม่บอกก็รู้ว่ามันเจ้าอารมณ์ขนาดไหน ไฝที่ข้างปากรับประกันได้เลยว่ามันคงด่าพนักงานให้กระอักเลือดตายได้ทีละหลายๆ คนพร้อมกัน สูทที่ใส่เป็นของมียี่ห้อ คนใส่สูทตัวละเป็นหลายหมื่นที่ไหนมันจะรู้จักเห็นหัวคนวะ

ไอ้ห่าเอ๊ย ทำท่าทางเป็นนักธุรกิจใหญ่หัวนอกไม่รู้จักกาลเทศะ ประชุมบอร์ดใหญ่ทั้งบริษัทอย่างนั้น เสือกยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาคุยในที่ประชุมไม่เกรงใจใคร พวกตัวใหญ่ๆ ในที่ประชุมก็ไม่เห็นมีใครหันไปมองอย่างตำหนิเลยสักคน ออกจะชื่นชมมันเสียด้วยซ้ำ ไม่มีใครมองเห็นเลยหรือไง หน้าตาท่าทางแบบนี้มันคนชั่วชัดๆ แม้แต่นายใหญ่เจ้าของบริษัทเองนายเคยสอนให้เขารู้จักดูลักษณะนิสัยลูกน้องจากหน้าตาท่าทาง ในฐานะคนสำคัญของแผนกบุคคลที่นายใหญ่ไว้วางใจหนักหนา ที่ผ่านมา เขากับนายก็ใช้ตำราวิเคราะห์ลักษณะคนเล่มเดียวกันไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้ ตัวนายใหญ่ถึงกลืนน้ำลายที่ถุยออกไปแล้ว กลับลงคอได้หน้าตาเฉย

การประชุมที่เยิ่นเย้อมาจนเลยเที่ยง ทำให้เขาหัวเสียมากขึ้นเป็นหลายเท่า ไอ้หน้ากังฉินเด็กเส้นใหม่ก็เต๊ะท่าฉิบหาย ไม่ยอมพูดอะไรเลยสักคำ นอกจากก้มหัวน้อยๆ ให้กับทุกคนในที่ประชุมพอเป็นพิธีอย่างเสียไม่ได้ เขาเหม็นขี้หน้ามันตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น คงต้องลำบากใจทำงานร่วมกับมันไปอีกนาน สมพลนั่งคอตก ถอนหายใจ นัยน์ตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ล่องอาหารด้วนอาการเหม่อลอย ตำแหน่งพนักงานในบริษัทใหญ่ที่บริหารด้วยระบบครอบครัว ทำให้คนนอกอย่างเขาไม่มั่นคงปลอดภัยนัก แม้ว่าตัวเขาเองจะดำรงตำแหน่งสูง แต่โอกาสที่จะถูกเด้งก็สูงอยู่เหมือนกัน หากบังเอิญว่านเครือคนใดของนายเกิดรู้สึกขัดหูขัดตาเขาขึ้นมามันก็ช่วยไม่ได้

“ผู้จัดการคะ ท่านรองผ.อ.คนใหม่ของเชิญที่ห้องค่ะ”เสียงเลขาฯ หน้าห้องที่ดังออกมาจากเครื่องรับ กระชากเขาออกมาจากห้วงความคิด สมพลเหลือบดูเวลาแล้วสะดุ้ง บ่ายสองกว่าแล้ว ยังไม่ได้กินข้าว แถมยังจะโดนเรียกประชุมนอกรอบอีกที จากคนที่เขาไม่อยากเจอหน้าแบบตั้งตัวไม่ติด วันนี้วันอะไรวะ ทำไมมันซวยอย่างก็ไม่รู้

“ขออนุญาตครับ” สมพลค้อมศีรษะให้เจ้าของห้องขณะเปิดประตูเข้าไปและยกมือไหว้ตามธรรมเนียม เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะของผู้มีตำแหน่งสูงกว่า อีกฝ่ายหนึ่งรับไหว้พร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่สมพลให้ชื่อว่า “ยิ้มแบบตัวโกง”

“คุณสมพลเชิญนั่งชิครับ” เสียงที่ทุ้มนุ่มฟังดูเป็นกันเองอย่างประหลาดทำให้สมพลชะงัก แอบเสียมารยาทเหลือบมองตามคนพูดนิดหนึ่ง ไม่ตั้งใจให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวแต่กลับกลายเป็นอีกฝ่ายกำลังมองหน้าและยิ้มให้เขาก่อน สมพลจึงรีบฉีกยิ้มตอบโดยอัตโนมัติ

“คุณสมพลคุ้นหน้าผมบ้างไหมครับ” คำถามแบบสายฟ้าแลบ ทำให้นักวิเคราะห์บุคคลอย่างสมพลเข้าตาจน

“เอ่อ ไม่คุ้นเลยครับท่าน” เขตอบโดยไม่ต้องมองหน้าคนถามนานนัก ก็ตอนนั่งในที่ประชุมเขาแอบสำรวจเจ้าหมอนี่อยู่ตั้งนาน

“อย่าเรียกผมว่าท่านเทิ่นเลยครับ ผมเป็นน้องเฮียจงเรียนโรงเรียนประจำที่เดียวกับคุณสมพลสมัยก่อนไงครับ เฮียจงบอกว่าสนิทกับพี่สมพลมาก” สรรพนามที่เปลี่ยนไปจากปากคู่สนทนาทำให้เขารู้สึกมึน

“เฮียจง…ไอ้จง..อ๋อ…บรรจงศักดิ์ ใช่ครับ เป็นเพื่อนสนิทกันเลยล่ะครับ มาห่างกันตอนเรียนจบเข้ามหาวิทยาลัยคนละที่ พอไปเรียนเมืองนอกก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยจนบัดนี้ เป็นสิบปีแล้วครับ แค่เอ…ทำไมผมจำไม่ได้ว่าจงมีน้องก็ไม่รู้ ต้องขอประทานโทษด้วยครับ” สมพลกล่าวอย่างนอบน้อม เขาฝึกตัวเองมาดีพอ

“น้องคนละแม่น่ะครับ ตอนแรกก็ไม่สนิทกันเท่าไหร่ แต่ตอนหลังได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่เมืองนอกหลายปีก็เลยรักใคร่ดีครับ เฮียเค้าเป็นคนใจดีมาก” ชายหนุ่มหัวล้านพูดด้วยท่าทางสนิทสนม

เพราะผมบางนี่เองทำให้เขาดูแก่กว่าอายุ สมพลคะเนอายุของนายใหม่ผิดไปหลายปี เขานึกถึงหน้าของไอ้จงหรือบรรจงศักดิ์ เพื่อนรักผู้ร่วมทุกข์ตลอดหลายปีในโรงเรียนนรกแห่งนั้น เขาสนิทกับไอ้จงเพราะมันเป็นลูกที่พ่อแม่แต่งงานใหม่ และเป็นพวกที่ถูกขังลืมเหมือนกัน แต่ที่ทำให้เขาลืมไอ้จงไม่ได้ ก็เพราะมันช่วยแอบกินผัดถั่วงอกเฮงซวยนั่นแทนเขาอยู่เสมอ ทำให้รอดจากการถูกครูทำโทษไปได้หลายครั้ง เขาเองก็ตอบแทนมันด้วยการกินกล้วยน้ำว้าเหี่ยวๆ ดำๆ ที่ไอ้จงมันเกียดแสนเกลียด เป็นการแลกเปลี่ยน            คำว่าเพื่อนรักก็คงจะใช้ได้สำหรับมิตรภาพระหว่างเขากับไอ้จง แต่ก็ไม่เคยมีใครใส่ใจจะพูดถึงเรื่องนี้ แค่ต่างฝ่ายต่างช่วยระวังหน้าระวังหลังให้กัน กอดคอกันผ่านพ้นอุปสรรคและเรื่องเศร้าๆ ในโลกที่อ้างว้างมาด้วยกันยาวนาน ความเอื้ออาทรที่เด็กสองคนมีให้กันในยามนั้น ผูกพันจิตใจของเขาให้แนบแน่นยิ่งกว่าการร่วมดื่มน้ำสาบาน

“เฮียจงบอกว่าพี่สมพลเป็นเพื่อนรักและก็เป็นคนดีมาก อาแปะก็ชมว่าพี่ทำงานเยี่ยม ไม่ว่าใครที่พี่สัมภาษณ์เข้ามาจะต้องเป็นพนักงานระดับหัวกระทิของบริษัททั้งนั้น” อ้อ…นายใหญ่มีศักดิ์เป็นพี่เขยแม่เลี้ยงไอ้จงนี่เองหรือ โธ่เอ๊ย เขานี่โง่จริงๆ ที่ไม่รู้ แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะไอ้จงก็ไม่ใช่คนช่างเล่าแล้วเขากับมันก็ไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นสิบปีแล้ว

“ที่จริงผมอยากสอนหนังสือมากกว่า ไม่เคยคิดเข้ามาทำธุรกิจเลย ที่ต้องมานั่งตรงนี้เพราะบังเอิญกลับมาในช่วงที่บริษัทอาแปะกำลังต้องการคนช่วย ผมเรียนมาเยอะก็จริง แต่งานบริหารนี่ยังไม่อยากทำ” ชายหนุ่มผมบางในชุดสูทราคาแพงระบายความในใจให้สมพลฟังอย่างไว้เนื้อเชื่อใจ ราวกับรู้จักกันมานาน

“ผมปรึกษาเรื่องนี้กับเฮียจงมาหลายเดือนแล้วเสียค่าโทรศัพท์ทางไกลเป็นหมื่นเลยพี่ แต่เฮียจงก็ให้ทางออกที่ดีกับผม เพราะเฮียบอกว่าเชื่อมั่นในตัวพี่มาก”เขาพูดต่อไปเรื่อยๆ ด้วยท่าทีจริงจังและแน่วแน่ ในขณะที่สมพลทำหน้าที่เป็นคนฟังที่ดี “พี่สมพลจะช่วยผมได้ไหมครับ ถ้าผมจะขอเสนอชื่อพี่สมพลให้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการแทนผม หลังจากที่ผมช่วยอาแปะไปแล้วสักพัก เพราะถ้าผมทิ้งไปเลยตั้งแต่ตอนนี้ คงเป็นการแล้งน้ำใจกับอาแปะน่าดู งานสอนกว่าจะเริ่ม ก็ต้องรอมหาวิทยาลัยเปิดเทมอ อีกเกือบสองเดือน คงเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนถ่ายงานที่ดีพอสมควร พี่เองจะได้มีเวลาเตรียมตัวด้วย” ตาเล็กๆ ที่เขาเรียกว่าตาปลาดุก กำลังจ้องมองหน้าเขาอย่างวิงวอน

สมพลรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่ได้ยิน อาการหิวข้าวคงเข้ามาช่วยทำให้เขามึนมากยิ่งกว่าเดิม เสียงร้องจ๊อกๆ ดังขึ้นขัดการสนทนาอย่างเกรงใจ สมพลยิ้มแห้งๆ เอามือจับที่ท้องอย่างรู้สึกเขิน

“ตายจริง พี่สมพล นั่นเสียงท้องร้องใช่หรือเปล่า ผมต้องของโทษจริงๆ ที่เชิญเข้ามาคุยไม่ได้ถามก่อนว่าทานข้าวหรือยังประชุมก็เลิกตั้งบ่าย ขอโทษนะครับพี่ผมลืมคิดไป พอดีผมทานเร็วเลยอิ่มแล้ว ผมรีบร้อนเชิญพี่มาคุยเพราะดีใจเหลือเกิน พอได้เห็นหน้าตาท่าทางพี่ในที่ประชุมครั้งแรกแล้วรู้สึกถูกชะตาอย่างแรงเหมือนรู้จักกันมานาน” คนผมน้อยทำท่ารู้สึกผิดเหมือนจะยกมือไหว้

ถูกชะตา…อนาคตของคนอย่างเขาถูกตัดสินเพียงเพราะความถูกชะตาเท่านั้นเองหรือ!!! คำๆ นี้เหมือนไม้ท่อนใหญ่หล่นมาฟาดหัวคนฟัง

สมพลเดินตัวชากลับมานั่งที่โต๊ะในห้องทำงานของตัวเองตอนไหนมา สมองหยุดทำงานไปดื้อๆ พักใหญ่ เขานั่งนิ่งมองผัดถั่วงอกในกล่องข้าวที่เปิดอ้าค้างไว้ มือข้างหนึ่งกดอินเตอร์คอม กรอกเสียงลงไปยังเลขาฯ หน้าห้อง

“คุณช่วยบอกแม่บ้านเอาอาหารไปอุ่นไมโครเวฟให้ผมหน่อย วางรอเอาไว้นานมันเย็นหมดแล้ว”

สมพลสั่งนั่งหมุนพวกกุญแจรถเล่นบนโต๊ะทำงาน ระหว่างนั่งรอแม่บ้านเอาอาหารไปอุ่น สมาธิทั้งหมดของเขาเพ่งตรงไปที่ลูกกุญแจในมือ ใบหน้าของคนที่เขาไม่ถูกชะตาหลายคนผ่านเข้ามาในความคิด รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ทฤษฎีการตัดสินตนของเขาถูกทดสอบว่ามีช่องโหว่ แต่ความปลาบปลื้มในเรื่องดีๆ ที่ไม่คาดฝัน ก็ช่วยบรรเทาความผิดหวังไปเสียจนแทบไม่หลงเหลือ

หวังว่ารถเบ๊นซ์ที่พ่อเลี้ยงหน้าหมูตอนซื้อให้เป็นของขวัญเมื่อต้นปี คงจะยังไม่เก่าเกินไปหรอกนะ สำหรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สมพลหันไปยิ้มกับใบปริญญาบัตรในกรอบสีทองที่ติดอยู่ข้างฝาปริญญาที่เขาเรียนจบมาได้ ด้วยการส่งเสียจากน้ำพักน้ำแรงของคนที่เขาเกลียดแสนเกลียด

You may also like...