งานบ้าน

งานบ้าน

จริงอยู่ที่การซื้อบ้านหรือปลูกกระต๊อบเอาไว้ตามจังหวัดต่างๆ เพื่อจะแวะไปพักแค่นานๆที จะเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่านัก ในยุคที่แรงงานชั้นดีเป็นของหายาก ไม่ต้องพูดถึงความสิ้นเปลืองค่าดูแลรักษาและอื่นๆอีกมากมาย ถ้าไม่มีคนดูแลทำความสะอาดรอไว้ เมื่อเดินทางไปถึง ก็ต้องลำบากมากวาดถู ตัดแต่งต้นไม้ ยิ่งเป็นคนที่เกลียดงานบ้านด้วยแล้ว การมีบ้านต่างจังหวัดก็เหมือนนรกดีๆนี่เอง ไปพักโรงแรมสบายกว่ากันเยอะ เพียงเช็คอินเปิดประตู ก็มีห้องสวยสะอาด ข้าวของพร้อมสรรพให้กินให้ใช้ ถึงเวลากลับก็แค่แพ็คกระเป๋า ไม่ต้องเก็บกวาด เหลียวหลังห่วงแล้วห่วงอีกว่าจะไม่เปิดน้ำเปิดไฟหรือเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ ไม่ลืมของกินเอาไว้ในตู้เย็น เทถังขยะครบถ้วน ห้องน้ำสะอาดดีหรือเปล่า ฯลฯ
.
แต่สิ่งที่ดิฉันกับคุณพ่อสามีซึ่งเป็นคนชอบทำงานบ้านและงานสวน คิดตรงกัน เมื่อโยนเหตุผลทุกข้อข้างต้นทิ้งไป ก็คือเราอยากจะไปทำบ้านที่ต่างจังหวัด ท่ามกลางเสียงคัดค้านของคุณแม่สามี และผู้มีวิจารณญาณอีกหลายท่าน ซึ่งไม่อาจโต้เถียงได้เลย เพราะว่า การคัดค้านนั้นมาจากความปรารถนาดี และเปี่ยมด้วยความถูกต้องอย่างที่สุด
.
หลังจากยิ้มรับอย่างศิโรราบให้กับทุกความเห็นที่ถูกและดีแล้ว ลำดับต่อไปก็คือการออกแบบบ้านที่ไม่ควรสร้าง นอกจากดิฉันจะเคยเรียนสถาปัตย์มา คุณพ่อสามีของดิฉันท่านก็เป็นสถาปนิกรุ่นเก๋า หลังจากคว้าปริญญาโทสถาปัตย์จากนิวยอร์ค ทำมาหากินอยู่ในอเมริกาหลายปี ท่านก็ใช้วิชาออกแบบนี่แหละสร้างเนื้อสร้างตัว เลี้ยงดูครอบครัว จึงไม่น่าแปลกใจ หากท่านจะนึกสนุกคันไม้คันมือ อยากออกแบบอะไรเล่นๆ เป็นงานอดิเรกหลังเกษียณ เพื่อความสุขของชีวิตบ้าง
.
งานออกแบบบ้าน สร้างบ้าน รวมไปถึงงานดูแลบ้าน ถ้าใครไม่ชอบก็คงมองว่าลำบาก เป็นภาระ อาจนำมาซึ่งความทุกข์ แต่เพราะความสุขคนเราต่างกัน ถ้าสุขของเราไม่ได้ทำให้ใครทุกข์ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
.
ดิฉันไม่ได้เป็นคนชอบสร้างบ้าน แต่มีความสุขกับการได้ออกแรงทำอะไรต่างๆด้วยตัวเอง ถ้าให้เลือกระหว่างการทำงานบ้านกับการออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือบริหารร่างกายด้วยการทำอะไรซ้ำเป็นเวลานาน ดิฉันอยากทำงานบ้านมากกว่า เพราะนอกจากจะทำให้ได้เหงื่อและเกิดงาน ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี
.
ถ้าเปรียบกับงานอื่นๆ งานบ้านเป็นงานง่าย ที่สามารถประเมินผลความสำเร็จได้ชัดเจน แม้จะหนักหนาแค่ไหน ก็ไม่น่ากลัว เพราะเป็นงานที่เรารู้ขอบเขตของปัญหา รู้ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา สามารถควบคุมปัจจัยเหล่านั้นได้ ต่างกับงานอีกหลายประเภทที่เคยพบมา ทั้งที่พบจากประสบการณ์ตรง และจากการเป็นที่ปรึกษา คอยออกไอเดียแก้ปัญหาให้คนอื่น
.
งานที่น่ากลัวไม่ใช่งานหนัก แต่เป็นงานที่ไม่รู้ว่า ความสำเร็จจะเกิดจากอะไรแน่ ตัวปัญหาจริงๆซ่อนอยู่ที่ไหน และแย่ที่สุดคือ ต่อให้รู้ว่า ต้นตอปัญหาอยู่ที่ไหน เราก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ที่ต้นเหตุ และเมื่อทำสิ่งใดลงไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบไหน เพราะไม่มีตัวชี้วัดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม อาศัยเพียงความชอบหรือไม่ชอบของคนบางคนมาเป็นตัวตัดสิน ซึ่งใครคนนั้น ก็เป็นคนที่เราไม่ได้รู้จักจริงๆ และไม่เข้าใจเงื่อนไขความคิดของเขา
บ่อยครั้งที่มีเจ้าของบริษัทนำปัญหาธุรกิจมาปรึกษา เมื่อวิเคราะห์ทุกปัจจัยแล้ว พบว่า ทางออกเดียวที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น คือการเปลี่ยนเจ้าของ หรือเปลี่ยนตัวผู้บริหาร เพราะสาเหตุของปัญหาที่มาจากการบริหารผิดพลาด ก็คือแนวคิดหรือวัฒนธรรมองค์กรที่สื่อสารมาจากผู้บริหารสูงสุดนั่นเอง
.
การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ก็จะได้ผลไม่ต่างกัน หากแก้ไขปัญหาผิดจุด
.
คนที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา หากมาเจอเคสแบบนี้ ก็จะหนักใจที่ต้องเลือกระหว่าง การพูดความจริง กับการไม่พูดอะไรเลย ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็แย่ทั้งนั้น
.
ในการแก้ปัญหาต่างๆ จะมีทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ฤดูกาล ภัยธรรมชาติ หรือ ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก แต่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับนักแก้ปัญหาทุกคน ก็คือ ปัจจัยที่ควรจะควบคุมได้แต่กลับมีพฤติกรรมอยู่เหนือการควบคุม เช่น นิสัยสันดานที่ยากแก่การคาดเดาของผู้คน
การจัดการกับมดแมลง และวัชพืชในบ้าน สามารถเลือกได้ว่า จะใช้วิธีละมุนละม่อม ด้วยกลไกทางชีวภาพ หรือจะจัดการแบบเด็ดขาด ให้วอดวายกันไปข้างหนึ่ง เช่นเดียวกับการทำความสะอาด ที่อาศัยการวางแผนเล็กๆน้อยๆ ก็จัดการให้เรียบร้อยเป็นสูตรสำเร็จได้ไม่ยาก
.
แต่การจัดการเรื่องที่เกี่ยวกับผู้คน ไม่เคยมีสูตรสำเร็จเหมือนงานบ้าน วิธีการที่เคยใช้ได้ดีในอดีต อาจใช้ไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไป ทางเลือกสำหรับคนแบบหนึ่ง อาจไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนแบบอื่น
.
สำหรับผู้ที่ปรารถนาความสำเร็จขนาดใหญ่ การเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับคนหมู่มาก เป็นสิ่งจำเป็น งานบริหารเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ อีกทั้งต้องใช้พลังใจที่แข็งแกร่ง ต้องมีทั้งความอดทนอดกลั้น รู้จักประนีประนอม มีทั้งความเด็ดขาด เที่ยงตรง
ในบางช่วงของชีวิต ด้วยบุคลิกภายนอกที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่ง ดิฉันมีเหตุให้ต้องรับบทผู้บริหารอยู่เนืองๆ และเป็นสิ่งที่ทำให้ได้รู้ว่า จริงๆแล้วดิฉันไม่ชอบงานบริหารเลย ถ้าเลือกได้ อยากทำอะไรเล็กๆ ที่ควบคุมความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง มากกว่าการทำการใหญ่ ที่ต้องอาศัยทีมงานจำนวนมาก
.
ทุกบทเรียนมีค่าใช้จ่ายที่คู่ควร กว่าดิฉันจะค่อยๆปลดตัวเองออกจากภาระการบริหาร มาสู่ทำอะไรเล็กๆน้อยๆของตัวเองได้ ก็กินเวลาไปเกือบค่อนชีวิต และเมื่อออกมาแล้ว ก็ยังไม่วายมีสถานการณ์มาทดสอบตบะ คอยเรียกร้องให้หวนกลับเข้าไปสู่งานบริหารอยู่เรื่อยๆ เพราะสิ่งที่หอมหวานในตำแหน่งผู้นำหรือผู้บริหาร ก็คือ ‘อำนาจ’ ที่เราสามารถปกครองและควบคุมคนหมู่มากในบังคับบัญชาให้ทำอะไรใหญ่ๆ ได้ตามคำสั่ง แต่การเป็นนายตัวเองในงานเล็กๆ ไม่มีใครเป็นลูกน้อง นอกจากตัวเราเอง
.
การหลงใหลใน ‘อำนาจ’ ย่อมมีค่าใช้จ่ายเป็น ‘หน้าที่และความรับผิดชอบ’ ยิ่งอำนาจมากเท่าใด ความรับผิดชอบและความคาดหวังที่ต้องแบกรับก็จะมากขึ้นเท่านั้น ไม่มีอะไรฟรี
.
เมื่อไม่ต้องการรับผิดชอบอะไรมาก ไม่อยากยุ่งกับคนเยอะ ก็ต้องยอมรับว่า เราจะไม่มีอำนาจทำอะไรได้มากไปกว่ากำลังของเราเอง ถ้ายอมรับเงื่อนไขนี้ได้ เราก็จะมีอิสรภาพที่จะทำสิ่งต่างๆ ตามใจชอบ ในขอบเขตที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร อย่างเช่น การทำงานบ้านด้วยตัวเอง ซึ่งเราอาจไม่มีโอกาสได้ทำ หากเลือกที่จะทำงานอย่างอื่น หรือทำงานบริหาร ที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับคนหมู่มาก
.
แน่นอนว่า การยอมเป็นผู้ไม่มีอำนาจ เพื่อแลกกับอิสรภาพส่วนตัวขนาดเล็กๆนั้น ย่อมไม่ใช่ความสุขร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งก็มีเรื่องที่กระตุ้นความอยากมีอำนาจเข้ามากระทบใจอยู่บ้าง อย่างเช่นเวลาที่เราเห็นความไม่ถูกต้องในสังคม หรือเห็นบางสิ่งในระดับส่วนรวมที่ต้องใช้อำนาจขนาดใหญ่ในการจัดการแก้ปัญหา
.
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะคอยฉุดรั้งตัวเอง ไม่ให้หวนกลับไปสู่วังวนของการแสวงหาอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะความปรารถนาที่จะมีอำนาจเหนือผู้อื่น เป็นหนึ่งในสัญชาตญาณของมนุษย์ หากเมื่อใดที่เผลอไผลให้สัญชาตญาณอยู่เหนือการควบคุม ชีวิตก็จะเริ่มกลับไปสู่ภาวะสูญเสียอิสรภาพอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เรารู้สึกโกรธตัวเอง จนอยากจะเขกหัวตัวเองเพื่อลงโทษในความอ่อนแอและโง่งมที่แก้ไม่หาย
ขณะที่ดิฉันใช้แปรงเหล็กชุบน้ำยาถูพื้น บรรจงขัดคราบออกจากผิวกระเบื้องทีละแผ่นๆอย่างอิ่มเอมถึงที่สุด พลางนึกถึงเรื่องราวในโลกอีกชนิดหนึ่งที่มีคนเรียกขานเราว่า ‘ท่าน’ เป็นโลกที่การพยักหน้าเห็นชอบและลายเซ็นต์เพียงไม่กี่ตัว อาจมีพลังเคลื่อนย้ายภูเขาหรือเปลี่ยนเส้นทางการไหลของแม่น้ำสายสำคัญได้
.
ซึ่งมันก็คงสะใจดีอยู่หรอก สำหรับใครก็ตาม ที่จะได้มีอำนาจมากมายแบบนั้น
.
แต่เมื่อมองผิวกระเบื้องปูพื้นที่สวยสะอาดแผ่นแล้วแผ่นเล่า ที่ค่อยๆเปลี่ยนโฉมไปตามเรี่ยวแรงจากแขนทั้งสองข้าง ดิฉันก็รู้สึกถึงความสะใจที่มากกว่า
เป็นความสะใจที่คนชอบทำงานบ้านด้วยกันเท่านั้น…ถึงจะเข้าใจได้

You may also like...