Common Threat / Common Weakness

ความเหมือนที่ต้องตัดทิ้ง

ในยุคที่การเดินทางข้ามประเทศเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าสมัยก่อน ผู้คนยุคนี้มีโอกาสมากขึ้นในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ในขอบเขตที่กว้างไกลกว่าแค่ในท้องถิ่นของตัวเอง โดยเฉพาะการเปิดเขตเศรษฐกิจเสรีของกลุ่มประเทศต่างๆ ที่ทำให้การขออนุญาตเข้าประเทศซึ่งเคยมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย การออกไปเมืองนอก ง่ายพอๆกับไปเที่ยวต่างจังหวัด เช่นเดียวกับการไปเที่ยวในสหภาพยุโรป ที่สามารถเที่ยวแบบพ่วงได้ทีละหลายๆประเทศเช่นกัน รวมถึงในอเมริกา ซึ่งแม้จะเข้าไม่ง่ายเท่าสมัยก่อน แต่หากได้เข้าไปเยือนก็จะเปิดหูเปิดตาได้มาก ด้วยความที่อเมริกาเป็นประเทศใหญ่ รัฐแต่ละรัฐก็ใหญ่โตเกือบเท่ากับประเทศเล็กๆ บางประเทศหรือบางทีอาจจะโตกว่า ก็น่าจะทำให้เราได้เห็นสิ่งต่างๆมากมาย และแง่คิดที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสุขความเจริญของตัวเองได้ไม่มากก็น้อย

สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันภายใต้ความหลากหลายของผู้คนในทุกแห่งหนคือช่องว่างความแตกต่างของคุณภาพประชากรระหว่างชนชั้นกลางระดับสูง กับชนชั้นกลางระดับล่าง (หรือชนชั้นล่างระดับบน) ที่ทวีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นและมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากคุณไปพักโรงแรมห้าดาวไม่ว่าในประเทศใดๆ เข้าไปกินอาหารในร้านดังระดับมิชลินสตาร์หรืออะไรก็ตามแต่ และถ้าคุณไม่ได้เป็นคนรวยชนิดที่ไม่รู้จักโลกแบบอื่นนอกจากโลกในแบบของคนรวย คุณอาจจะรู้สึกทึ่งที่พบว่า ลูกค้า (ที่น่าจะเป็นคนรวย) จำนวนมากที่เข้ามาใช้จ่ายในพื้นที่ราคาแพงเหล่านั้นเป็นคนวัยหนุ่มสาว ซึ่งอาจมีอายุเพียง 25-35 ปี ผิดกับในยุคก่อนที่เราจะเห็นว่า พื้นที่หรูหราราคาแพงทั้งหลายเป็นพื้นที่สำหรับคนระดับเจ้าสัวหรือเถ้าแก่เสียเป็นส่วนมาก และถ้าจะมีคนหนุ่มสาวมาเจือปนบ้าง พวกเขาเหล่านั้นก็จะเป็นรุ่นทายาทที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แต่ยุคนี้ไม่ใช่ พวกเขาเป็นเศรษฐีรุ่นเยาว์ที่รวยขึ้นมาด้วยตัวเอง นั่งเครื่องบินขั้นธุรกิจหรือชั้นหนึ่งเป็นเรื่องปกติ

เมื่อคุณก้มลงมองราคาในร้านอาหารหรูหรือโรงแรมห้าดาวนั้น คุณก็จะพบว่า ราคาความสุขในการมาเยือนแต่ละมื้ออาจจะใกล้เคียงกับเงินเดือนคนจบปริญญาตรีทั้งเดือน ยกตัวอย่างเช่น ค่าบุฟเฟ่ต์อาหารมื้อสายวันอาทิตย์พร้อมแชมเปญสำหรับคนสองคน คือประมาณหมื่นบาท ค่าห้องพักโรงแรมคืนละสองหมื่นอัพ ในขณะที่เงินเดือนบัณฑิตปริญญาตรีบ้านเราเริ่มที่หมื่นต้นๆเท่านั้น และถ้าซูมอินเข้าไปใกล้ๆ คุณจะเห็นว่ากระเป๋าใบสวยที่วางอยู่อาจเป็นกระเป๋าหนังจรเข้น้ำเค็มเย็บด้วยมือใบละล้านที่ต้องแย่งกันประมูลอย่างบ้าคลั่ง ต้องสั่งจองข้ามปี บนโต๊ะมีกุญแจซูเปอร์คาร์คันละสามสิบล้านวางอยู่แบบเก๋ๆ (ถ้าเขาไม่ได้ใช้บริการ valet อะนะ)

หากตัดต่อมอิจฉาทิ้งไปก่อน และวิเคราะห์ด้วยหัวใจนักปราชญ์ ภาพของชนชั้นกลางระดับสูงที่เป็นคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณดีของเศรษฐกิจและความเจริญของประเทศ หากคนหนุ่มสาวที่จบการศึกษาในสาขาใดก็ตามสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ประกอบการที่มั่งคั่งหรือพนักงานระดับสูงที่มีคุณภาพขององค์กรได้ในช่วงเวลาเพียง 10-15 ปีหลังเรียนจบ นั่นหมายถึงว่า เขาเป็นประชากรที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นความหวังของสังคม เพราะความจริงที่มักอยู่เบื้องหลังภาพชีวิตฟู่ฟ่าของเศรษฐีรุ่นใหม่เหล่านี้คือการทำงานที่หนักและยากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เพียงแต่ตอนเขาทำงานงกๆ เดินตรวจโรงงาน ปีนนั่งร้าน วิ่งกู้แบงค์ นั่นไม่มีใครเห็นหรือสนใจจะมอง คนส่วนใหญ่ชอบมองภาพสวยๆที่ผ่านการตัดต่อมาอย่างดีแล้วมากกว่า

ดังที่เราเคยเอ่ยมาในคอลัมน์นี้บ่อยๆว่า ผู้คนแต่ละชนชั้นไม่ว่าประเทศใดๆจะมีลักษณะคล้ายๆกัน กล่าวคือ พวกชนชั้นเศรษฐีหรือชนชั้นกลางระดับบน ก็จะมีนิสัยคล้ายๆกันไปแบบหนึ่ง ส่วนชนชั้นกลางระดับล่างหรือชนชั้นล่างระดับบน ก็จะมีนิสัยหรือทัศนคติคล้ายๆกันไปแบบหนึ่ง

เราคงได้ยินใครๆพูดถึงคุณลักษณะเหมือนๆกันของผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือร่ำรวยด้วยตัวเองมาเยอะแล้ว หนังสือเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก็มีคนเขียนให้อ่านเต็มไปหมด ดังนั้น ลองเปลี่ยนมาส่องดูพฤติกรรมเหมือนๆกันของผู้ไม่สำเร็จ ไม่รวย และเป็นเหตุแห่งความไม่เจริญของประเทศชาติดูบ้าง ว่าประกอบด้วยส่วนผสมชนิดใด

ลักษณะเด่นที่เป็นจุดร่วมของคนไม่สำเร็จประการแรกไม่ใช่ความโง่ แต่คือ ความขี้เกียจ ความขี้เกียจทำให้คนบางคนเลือกทำอะไรแค่พอผ่าน ไม่ซื่อสัตย์ในการรักษาคุณภาพ ไม่มีความพยายามที่จะเรียนรู้ ไม่พยายามพัฒนา ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถอดทนต่อความอุปสรรคหรือความซับซ้อนของงาน ไม่สนใจจะเรียนรู้หรือเข้าถึงข้อมูลความรู้ใดให้ลึกซึ้ง และขี้เกียจเปิดหูเปิดตามองโลกกว้าง และเมื่อหูตาไม่กว้างไกล จิตใจหรือโลกทัศน์ต่างๆก็พลอยคับแคบตามไปด้วย คนใจแคบนั้นเจริญยาก เพราะความสำเร็จขนาดใหญ่ต้องพึ่งเครือข่าย ใครบ้างจะไปอยากร่วมเครือข่ายกับคนใจแคบ

สิ่งที่คล้ายกันอย่างน่าทึ่งของผู้ไม่สำเร็จทุกแห่งหนคือ ความกลัว เขามักกลัวงานยากแต่ไม่กลัวงานหนัก เพราะพวกเขาพอใจจะทำอะไรซ้ำๆที่ถนัด ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย แม้จะเป็นสิ่งแวดล้อมที่แสนจะแย่ แต่การเปลี่ยนไปทำงานยากกลับเป็นเรื่องน่ากลัวกว่าการทนทำงานแย่ๆ แถมยังได้ผลตอบแทนน้อยนิด ยกตัวอย่างเช่น คนทำงานท้ายรถขยะ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครทนทำได้ ทั้งที่ค่าแรงต่ำแสนต่ำ ก็ยังมีคนเลือกที่จะทำ ในขณะที่ทุกคนรวมถึงคนเก็บขยะต่างก็รู้ว่า การเป็นนักการเมือง หรือเป็นผู้บริหารแบงก์ได้ค่าตอบแทนเยอะกว่าเป็นร้อยล้านเท่า ก็ไม่เห็นมีใครเปลี่ยนงานไปทำแบบที่ได้เยอะกว่า เพราะกลัวความยาก กลัวความลำบากใหม่ๆที่จะต้องเจอ แต่ดันลืมคิดไปว่า ไอ้ที่ทำอยู่นั้นมันแย่จะตายอยู่แล้ว จะเปลี่ยนไปลองทางใหม่ก็ไม่มีอะไรให้เสีย แต่คนก็ยังไม่ลอง

ความเหมือนกันที่น่าทึ่งอีกสิ่งหนึ่งของผู้ไม่สำเร็จคือการขาดความจริงใจให้กับใครทั้งนั้นแม้แต่กับตัวเอง ไม่เคยให้ใจหรือทุ่มเทอะไรให้ใครอย่างเต็มที่เต็มแรง สุดความสามารถ แม้แต่กับความฝันของตัวเองก็ยังทำแบบทิ้งๆขว้างๆ ซึ่งต้นเหตุก็มาจากข้อแรกคือความขี้เกียจนั่นแหละ เมื่อขาดความจริงใจเสียแล้ว ความรักที่จะทำอะไรให้ดีที่สุดเพื่อผลลัพธ์สูงสุดก็ไม่มี หากเปรียบกับนักพนันก็คือพวกที่กลัวแพ้ ไม่เคยรู้จักคำว่า ทุ่มหมดหน้าตัก แม้แต่ครั้งที่รู้ว่าทุ่มลงไปแล้วจะชนะครั้งใหญ่ก็ตาม หรือหากเป็นนักธุรกิจก็คือพวกที่คิดแต่เรื่องลดต้นทุนด้วยการใช้ของถูกด้อยคุณภาพ วิธีคิดจะต่างกับมนุษย์พันธุ์ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะหาของดีที่สุดให้ได้ในราคาดีที่สุด มาใช้ในงานของตนให้ได้ผลลัพธ์โดยรวมออกมาดีที่สุด เพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุด จากการสร้างความเชื่อถือในคุณภาพ

ความจริงเจ็บๆที่ไม่อยากพูดแต่ต้องพูดอีกอย่างคือ ผู้ไม่สำเร็จทั้งหลายล้วนแต่เป็นผู้มีศักดิ์ศรีล้นฟ้า จนแล้วหยิ่ง เสียหน้าไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด คนพวกนี้มักคิดว่าตัวเองรู้ดีที่สุดในสิ่งที่ทำอยู่แม้จะทำแล้วเจ๊งซ้ำซากหรือจนไปชั่วลูกชั่วหลาน เช่น ชาวนาในบางประเทศ ที่ทำนามากี่ชั่วอายุคนก็ยังจนแต่ก็ยังเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถและหยิ่งในศักดิ์ศรีของตนทั้งที่ไม่รู้จะหยิ่งไปทำไม ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจประเภทอื่น ถ้ากิจการทำท่าไม่ดีก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ เปลี่ยนผู้บริหาร ไม่ไหวจริงๆก็ปิดหรือขายกิจการทิ้ง หากยังมีอนาคตก็หาเงินมาพัฒนา ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์อะไรก็ว่ากันไป แต่ชาวนาไม่ทำแบบนั้น เขาเลือกเป็นหนี้จนหมดตัวแล้วเปลี่ยนสถานะจากเจ้าของนามาเป็นผู้เช่า หรือเปลี่ยนไปขายแรงงานในเมืองใหญ่เมื่อถึงวันที่ไม่มีที่ดินเหลือทำกิน ที่สำคัญ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเขา เขาหยิ่งเกินกว่าจะยอมรับโทษจากความผิดของตัวเอง จึงหันไปโทษโชคชะตา โทษรัฐบาล โทษคนรวยที่ชอบเอาเปรียบคนจน ฯลฯ  เรื่องพวกนี้ไม่ได้เกิดแค่ในบ้านเรา แต่เกิดกับชนชั้นกลางระดับล่างหรือชนชั้นล่างแทบทุกแห่งในโลกที่มีปัญหา

นอกจากนี้…หากความฝันทำให้คนเราประสบความสำเร็จได้ โลกที่มีนักฝันอยู่เต็มไปหมดก็คงมีผู้ประสบความสำเร็จมากมายจนเหยียบกันตาย นักฝันทุกเชื้อชาติเหมือนกันคือพวกเขาได้แต่ฝันทั้งกลางวันและกลางคืนไปกับสิ่งที่ไม่ได้ลงมือทำตั้งแต่ตอนเป็นหนุ่มสาว ใช้ชีวิตหลับๆตื่นๆไปวันๆ และเมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่า ตัวเองกำลังมีอายุใกล้เกษียณ เวลาในโลกมักเดินเร็วเกินไปเสมอสำหรับคนช่างฝันที่ไม่ได้ลุกขึ้นมาทำให้เป็นจริง

สุดท้ายที่กำลังระบาดแรงคือ การใช้เวลาอย่างไร้ค่า ซึ่งในแต่ละยุคก็มีสิ่งไร้ค่ามากมายมาให้ผู้คนเสียเวลาที่จะมาทำให้ตัวเองเจริญรุ่งเรือง และถ้าเป็นยุคนี้ก็คงต้องโทษโซเชียลมีเดียอะไรไปพลางๆ แต่ปัญหาจริงๆคือ ผู้ไม่สำเร็จทั้งหลายล้วนมีพรสวรรค์ในการใช้เวลาให้หมดไปกับอะไรก็ตามที่สวนทางกับความสำเร็จ ต่อให้ไม่มีโซเชียลมีเดียก็เถอะ

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็ไม่ได้เขียนมาประชดใคร แต่เป็นความห่วงใยที่ปรารถนาให้ทุกคนข้ามฟากไปสู่ฝั่งฝันแห่งความสำเร็จ ตัดเอายีนที่เป็นเหตุแห่งความล้มเหลวซึ่งมีเหมือนกันในผู้คนทุกชาติออกไปให้ได้ เปลี่ยนรหัสพันธุกรรมใหม่ให้ตัวเอง และมีความสุขในแบบที่คุณปรารถนาจริงๆ ไม่ใช่ทนไปวันๆกับสิ่งที่ไม่ชอบ แล้วบอกกับใครๆ อีกทั้งยังหลอกตัวเองว่า …พยายามจะพอเพียง

You may also like...