LOVE IS BLIND : ความรักทำให้ตาบอด เลือกเดินทางยาก อาจปลอดภัยกว่าเดินตามความรัก

11953303_520993078067022_223515470654736949_o

ความรักทำให้ตาบอด เลือกเดินทางยาก อาจปลอดภัยกว่าเดินตามความรัก

                หากคุณเป็นคนที่มีโอกาสคบหาและพูดคุยกับคนหลากหลาย คุณจะพบว่า ณ ช่วงเวลานี้ ผู้คนหลายประเภทที่คุณรู้จักจะมีเรื่องคุยคล้ายๆกันคือ ‘จะทำอะไรดี’ เพราะกำลังต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรืออาจกำลังแสวงหาความมั่นคงใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่พวกเขากำลังรู้สึกไม่มั่นคง หรือบางคนอาจรู้สึกว่ากำลังเห็นโอกาสดีๆที่ต้องรีบคว้าไว้

บุคคลทั้งหลายที่ว่านี้ อาจหมายถึงบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังหางาน อาจเป็นคนที่ทำงานไปได้สักพักและกำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต อาจเป็นคนที่ทำงานในระบบมานานจนมั่นคง มีเงินเก็บมากพอ และกำลังคิดจะออกมาเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองหรือทำธุรกิจเสริม อาจจะเป็นคนที่โดนเลย์ออฟมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว จำต้องหาทางเดินใหม่เพื่อกู้วิกฤตชีวิตให้เร็วที่สุด หรืออาจเป็นคนวัยใกล้เกษียณรายได้สูงในองค์กรที่กำลังรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคต จนต้องมองหาทางออก และบางทีตัวคุณเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแบบไหนในเวลานี้ สิ่งหนึ่งที่คุณคงเคยอ่านหรือเคยได้ยินมาบ่อยๆจนอาจนึกว่าจริงคือ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก หรือชอบ ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปในทุกสถานการณ์ เพราะการที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ความชอบ และในอีกแง่หนึ่งก็คือ ความสำเร็จนั้นวัดกันที่อะไร

หากความสำเร็จวัดกันแค่ทำอะไรแล้วสุขใจ จะมีพอกินพอใช้หรือเปล่าก็ไม่สน ก็คิดว่าคงมีความสำเร็จประเภทนี้หล่นร่วงอยู่เกลื่อนถนน แต่หากพูดถึงมาตรฐานความสำเร็จในระดับที่เป็นสากลกว่านั้น อย่างเช่น ความสำเร็จของบริษัทแอปเปิล ความสำเร็จของผู้บริหารเฟซบุ๊ค ความสำเร็จของผู้บริหารซีพี รวมไปถึงความสำเร็จที่วัดด้วยรายได้ของนางแบบวิคตอเรียซีเคร็ท หรือซูเปอร์โมเดลระดับโลกที่มีอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ซึ่งเปิดเผยแล้วว่าปีนึงไม่ต่ำกว่าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ (คือมากกว่า 400 ล้านบาท) รวมไปถึงค่าตัวซูเปอร์สตาร์วงการต่างๆ  แน่นอนว่า แค่ความรักในสิ่งที่ทำอย่างเดียวย่อมจะไม่พอ

แม้บ่อยครั้งที่บทสัมภาษณ์หรือสกู๊ปข่าวที่รายงานเส้นทางความสำเร็จของคนดังจะสามารถบรรยายจบได้ด้วยความยาวเพียงไม่กี่หน้ากระดาษ พร้อมกับบทสรุปที่ว่า ‘ทุกความสำเร็จเกิดเพราะความรักในสิ่งที่ทำ’ จนคนอ่านแล้วถอนหายใจว่า คนพวกนี้มันช่างโชคดีจริงๆ ได้ทำในสิ่งที่รักแล้วยังได้เงินเยอะแยะ ทำไมถึงประสบความสำเร็จมากมายได้เร็วขนาดนี้ (วะ) แต่ลึกๆทุกคนก็ย่อมรู้ดีว่า เหตุผลของความสำเร็จ ต้องมีอะไรมากมายกว่านั้น

คงฟังดูโรแมนติกดีหากคุณจะเลือกให้ความรักเป็นเครื่องนำทาง แต่สำหรับในเรื่องการทำมาหากิน ความรักก็อาจทำให้คุณตาบอด มองเห็นความจริงไม่รอบด้าน

หากมีใครมาปรึกษาคุณว่า ‘จะทำอะไรดี’ เชื่อว่าคนส่วนมากมีคำตอบในใจอยู่แล้ว แค่อยากให้คุณพยักหน้าเห็นด้วย ไม่ต้องไปแนะนำเขาหรอกว่าจะทำอะไร และส่วนหนึ่งของคนเหล่านั้นก็จะเล่าถึงความฝันอยากมีร้านอาหารเล็กๆสักแห่ง เพราะเป็นคนชอบทำอาหาร อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะอยากมีโรงแรมหรือบ้านพักเก๋ๆให้นักท่องเที่ยวมาเช่า คงมีไม่น้อยที่พูดถึงการทำแบรนด์เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือเครื่องสำอางของตัวเองเพื่อขายออนไลน์ บางคนจะไปทำสวนชีวภาพเก๋ๆที่ต่างจังหวัด และบางคนก็ฝันถึงการเป็นนักเล่าเรื่องผ่านสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บหรือบล็อคส่วนตัว หรือผ่านโซเชียลมีเดียทั้งหลาย เพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็นเซเลบริตี้ในชั่วข้ามคืนและมีค่าตัวสูงอย่าง คิม คาร์ดาเชียน หรือ คนดังในฮอลีวูดหลายคนที่ดัง ยิ่งใหญ่และรวยแบบเหลือเชื่อ อย่างเช่น เจมส์ กอร์ดอน คนที่ทำรายการ คาร์พูล คาราโอเกะ ซึ่งนักร้องและคนดังระดับโลกยังต้องขอมาออกรายการต้นทุนต่ำแต่มีคนดูหลายล้านคนของเขาเพื่อที่จะได้อยู่ในกระแส

คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับใครก็ตามที่เข้ามาปรึกษาคุณว่า ‘จะทำ (ธุรกิจ) อะไรดี (เพื่อให้ได้เงิน)’ จึงไม่ใช่ไปบอกเขาว่า ‘จงทำในสิ่งที่รัก’ เพราะถึงคุณไม่บอกเขาก็คงอยากทำอยู่แล้ว แต่ควรแนะนำให้เขาพิจารณาด้วยวิธีคิดแบบธุรกิจ เสมือนหนึ่งว่า เขากำลังถอดร่างมากู้เงินตัวเองเพื่อไปลงทุน หรือชวนอีกร่างหนึ่งของตัวเอง ให้ยอมเสียแรงเสียเวลาไปลงทุนด้วย ข้อมูลที่เขาต้องเตรียมมาเพื่อชี้ชวนหรือหว่านล้อมให้คนฟังหรือคนให้กู้เห็นคล้อยตาม มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เหมือนเวลาไปกู้แบงค์นั่นแหละ

สิ่งแรกที่ต้องตอบให้ได้ก่อนที่จะคิดว่าทำอะไรดีคือ คุณมี ‘วิสัยทัศน์’ อย่างไรต่อชีวิตและสิ่งที่คิดจะทำนั้นสอดคล้องกับวิสัยทัศน์นั้นแค่ไหน เช่น ตอนนี้คุณอายุ 35 เป็นพนักงานประจำที่กำลังจะลาออกมาทำธุรกิจตัวเอง มีทรัพย์สินทุกอย่างติดตัวรวมกันอยู่ราว 5 ล้านบาท และคุณมีวิสัยทัศน์ว่า ตอนอายุ 50 คุณจะเป็นเศรษฐีที่มีทรัพย์สินไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท วิสัยทัศน์จะเป็นตัวกำหนดเป้าหมายหรือเป็นเส้นชัยที่คุณบอกตัวเองและใครๆว่าจะต้องไปให้ถึง

เมื่อคุณมีวิสัยทัศน์แล้ว ลำดับต่อมาก็คือ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ รวมถึงจุดอ่อนจุดแข็ง ด้วยระบบวิเคราะห์ชุดเดิมๆที่ใครๆเขาใช้ทำธุรกิจกันก็คือ SWOT Analysis นั่นแหละ โดยพิจารณาความเป็นจริงของตัวเองอย่างละเอียดว่า มีจุดแข็ง (strength) –จุดอ่อน (weakness) ตรงไหน และจุดที่คุณเป็นอยู่ สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ทั้งหลาย มีสิ่งใดที่เป็น โอกาส (Opportunities) และสิ่งใดเป็น อุปสรรค (Threats) บ้าง จาระไนออกมาให้หมด อย่ากั๊ก อย่าขี้โกง และอย่าคิดเข้าข้างตัวเอง ถ้าสิ่งที่คุณรักหรืออยากทำ ผ่านการวิเคราะห์ในข้อนี้แล้วได้คำตอบว่ามีความเป็นไปได้มาก จากจุดแข็งที่เหนือกว่าคนอื่นและโอกาสมากมายที่เอื้ออำนวย ก็ควรทำ แต่ถ้าคำตอบคือ คุณมีจุดอ่อนมากมายที่ยังไม่เห็นทางแก้และมีอุปสรรคมากมายที่มองไม่เห็นทางสู้ ก็ควรจะเปลี่ยนไปหาอย่างอื่นทำถ้าไม่อยากเจ๊ง แม้คุณจะคิดว่าตัวเองรักที่จะทำสิ่งนั้นแค่ไหน หากมันไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจคุณก็ไม่ควรจะคิดทำเป็นธุรกิจ ควรเก็บไว้เป็นงานอดิเรกมากกว่า อย่าปล่อยให้ความรักนำทางคุณไปตกเหว ใช้สติให้มาก

เมื่อคุณใช้สตินำทาง ลำดับต่อมาคือการพิจารณา ปัจจัยความสำเร็จ (Key Factors) และรวบรวมเอาปัจจัยเหล่านั้นมาไว้กับธุรกิจของคุณให้มากที่สุด เช่น เงินลงทุน ความรู้ ลูกค้า ทีมงาน เทคโนโลยี ทำเล สิ่งไหนที่ยังขาดก็รีบจัดการให้มี โอกาสที่คุณจะทำอะไรแล้วสำเร็จก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น

ไม่ว่าคุณจะทำการเล็กหรือการใหญ่ก็ต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ (Strategy) ให้ชัดเจน ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปตามที่เดาๆหรือรู้สึก โดยกลยุทธ์ต้องแบ่งออกไปเป็นเรื่องๆ ยิ่งละเอียดยิ่งดี เช่น กลยุทธ์ในการหาเงินทุน กลยุทธ์ในการหาลูกค้า การตลาดและประชาสัมพันธ์ กลยุทธ์ในการหาและบริหารทีมงาน กลยุทธ์ในการแสวงหาและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์ในการเลือกและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด กลยุทธ์ในกระบวนการสร้างสรรค์และผลิต กลยุทธ์ในการบริหารการเงิน ฯลฯ โดยกลยุทธ์ในทุกขั้นตอนที่กำหนดมาจะต้องมีทางเลือก หรือมีแผนสำรองไว้ด้วย เพื่อจะได้มีทางให้เลือก และเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่พลิกผัน จงเขียนมันออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร อ่านแล้วอ่านอีกเพื่อหาข้อผิดพลาดหรือจุดอ่อน แล้วหาทางกำจัดจุดอ่อนเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด จนกระทั่งได้กลยุทธ์ที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว ก็กำหนดแผนงานให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยกำหนดระยะเวลาและเป้าผลลัพธ์ที่ชัดเจน แผนงานไหนเอาไปทำแล้ว ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นผลงาน หรือผลกำไร ก็ต้องแก้ไข รวมถึงต้องควบคุมให้อยู่ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ต่อให้คุณไม่ได้กู้เงินมาทำ ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มตามระยะเวลาที่ยืดยาวออกไป แต่อย่าลืมว่า ‘เวลา’ ก็เป็นต้นทุนที่คุณจะต้องสูญเสีย หากงานไม่เกิดผลตามกำหนดเวลาในแผนที่วางไว้

เหตุผลหนึ่งที่คนทำอะไรไม่สำเร็จ เพราะกลัวเสียเงินแต่ไม่กลัวเสียเวลา ทั้งที่ความจริงเงินนั้นหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ แต่เวลานั้นซื้อคืนไม่ได้ ซึ่งเวลาในที่นี้หมายถึงโอกาสหรือจังหวะที่มากับช่วงเวลานั้นด้วย เช่น คุณเป็นพนักงานธนาคารที่ร้องเพลงเก่งมาก คิดว่าจะหารายได้พิเศษด้วยการเป็นนักร้อง แต่กว่าคุณจะตัดสินใจได้ว่าจะไปหาจ๊อบเป็นนักร้องตามผับหลังเลิกงาน คุณก็ปล่อยเวลาผ่านไปเฉยๆยี่สิบปี คุณกลายเป็นลุงอายุสี่สิบห้า และในผับยุคนี้ก็ไม่ต้องการนักร้องอีกแล้วเพราะเขาหันมาจ้างดีเจดังๆ เปิดแผ่นแทนไลฟ์แบนด์ โอกาสของคุณก็ละลายหายไปกับเวลาที่ล่วงเลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งความจริงยังมีตัวอย่างอีกเยอะ แต่ไม่อยากยกมาขู่ให้หมดกำลังใจ

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการประเมินผล และยอมรับผลของสิ่งที่ทำอย่างเป็นเหตุเป็นผล ความล้มเหลวครั้งแรกๆจะเป็นตัวชี้วัดว่า คุณเอาจริงกับสิ่งที่ทำมากแค่ไหน จะหาทางใดมาแก้ปัญหาเพื่อเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นความสำเร็จ แต่ความล้มเหลวครั้งหลังๆหรือความล้มเหลวซ้ำซาก จะเป็นจุดที่คุณต้องคิดว่า ควรหยุดหรือไปต่อ ต้องระวังอย่าให้ความรักหลอกคุณมาติดบ่วงความล้มเหลวทางธุรกิจ เพราะคุณต้องยอมรับว่า ในโลกของธุรกิจและการลงทุนนั้น ถ้าไม่มีกำไรหรืออยู่ไม่ได้คือขาดทุน ถ้าแก้ปัญหาขาดทุนไม่ได้ก็ต้องเลิกให้เร็วที่สุด แต่กำไรของความรักคือแค่ได้รักและได้ทำในสิ่งที่รัก

ความสำเร็จทางธุรกิจที่ไม่ได้มาจากการทำในสิ่งที่รักนั้นไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร ผู้ชายที่รวยด้วยธุรกิจขายผ้าอนามัยก็ไม่จำเป็นต้องรักผ้าอนามัย เช่นเดียวกับคนที่ขายแฟ้บขายสบู่จนรวยก็ไม่จำเป็นต้องรักฟองแฟ้บฟองสบู่

ดังนั้นหากมีใครมาปรึกษาคุณว่า ทำอะไรดี ก็แนะนำไปว่า จงทำในสิ่งที่ควรทำ ทำในสิ่งที่ตอบโจทย์วิสัยทัศน์หรือความต้องการ ทำในสิ่งที่เราเก่งกว่าใคร ทำในสิ่งที่ศึกษามาแล้วอย่างดี ทำในช่วงเวลาที่เรามีโอกาสมากกว่าใคร และเมื่อเลือกจะทำสิ่งใดแล้ว จงรักในสิ่งที่ทำ เพราะความรักแบบนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จ อย่าหลับตาทำในสิ่งที่รักไปแบบโง่ๆ และจ้องโยนบาปให้ความรักเมื่อคุณล้มเหลว เพราะความล้มเหลวทางธุรกิจในนามของความรักนั้น คนที่ผิดก็คือคุณคนเดียว ความรักอาจทำให้คุณตาบอด แต่ความรักไม่เคยผิด เพราะคนที่เลือกจะตาบอดและเดินตกหลุมก็คือตัวคุณเอง…โทษใครไม่ได้เลย…จริงๆ

—————————-

จากคอลัมน์ Money Grows  นิตยสาร Esquire

You may also like...