Stairway to Heaven?

บันไดสู่สวรรค์ ขั้นสุดท้าย…ที่ว่างเปล่า

 

การแบ่งกลุ่มคนในสังคมออกเป็นชนชั้นต่างๆ ของนักคิดแต่ละสาขามีเกณฑ์ที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ การศึกษา ถิ่นที่อยู่ ชาติตระกูล แต่ไม่ว่าจะแบ่งด้วยวิธีไหน ก็ดูเหมือนว่า ชนชั้นที่มีสมาชิกมากที่สุดในยุคนี้จะเป็น ‘ชนชั้นกลาง

เพราะการเป็นชนชั้นสูงดูจะยากเกินเอื้อม ส่วนการจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนชั้นล่างก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจยอมรับ ต่อให้ยากแค้นแสนเข็ญยังไงก็ขอเป็นคนชั้นกลางไว้ก่อน  จึงทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นที่ยิบย่อยขึ้นมาอีกในหมู่ชนชั้นกลาง ซึ่งแต่เดิมมีการแบ่งแค่ ชนชั้นกลางระดับล่าง กับ ชนชั้นกลางระดับบน มีบันไดที่มีเป้าหมายชัดเจนไว้ไต่ระดับ

สมัยที่มีการแบ่งชนชั้นกลางแค่สองระดับ ชนชั้นกลางระดับล่าง ก็จะหมายถึงพวกลูกจ้างที่เป็นพนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือนไม่มากมาย แต่ก็สูงกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ เรียกว่าอยู่ในระดับที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนชนชั้นกลางระดับบน ก็คือพวกที่เป็นเถ้าแก่ เจ้าของกิจการ มีรายได้เยอะ มีทรัพย์สินที่จัดอยู่ในระดับมั่งคั่ง คือมีเกินความต้องการใช้สอยแล้ว รวมไปถึงลูกจ้างระดับผู้บริหาร ข้าราชการชั้นสูงๆ นักการเมืองท้องถิ่น ฯลฯ มีสถานภาพทางสังคมดีกว่าชนชั้นกลางระดับล่างอย่างชัดเจน มีบ้านหรู มีรถโก้ มีคนนับหน้าถือตา  มีเงินส่งลูกหลานเรียนโรงเรียนแพงๆ มีโอกาสเที่ยวเมืองนอกบ่อยๆ

ในยุคก่อนหน้านี้ ภาพชีวิตสมบูรณ์แบบที่ถือเป็นความสำเร็จของคนชั้นกลางทั่วไป จะเป็นขั้นบันไดมาตรฐานภายในชนชั้นที่เข้าใจได้ง่ายๆ คือ เรียนดี จบสูง ทำงานดี มีงานที่มั่นคง มีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บ มีเงินพอจัดงานแต่งและถ่ายพรีเวดดิ้งแพงๆ เพื่อที่จะมีครอบครัวที่อบอุ่นอันประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก มีเงินทองใช้จ่ายส่งเสียลูกจนเรียนจบ

เป้าความสำเร็จมาตรฐานในเรื่องหน้าที่การงานของคนชั้นกลางระดับล่างที่เป็นลูกจ้าง หรือเรียกว่ามนุษย์เงินเดือน ก็อาจจะแบ่งเป็นสองแบบ แบบแรก คือ ได้เลื่อนตำแหน่งจากพนักงานระดับปฏิบัติการมาสู่การเป็นผู้บริหารที่มีรายได้มากขึ้นและมีสถานะทางสังคมสูงขึ้น ที่มาพร้อมกับความมั่นใจว่า เมื่อพ้นจากวัยทำงานแล้วจะมีความมั่งคั่ง พอที่จะอยู่ไปจนตายได้อย่างสบายๆ  และแบบที่สอง คือ การเปลี่ยนตัวเองจากลูกจ้างมาเป็นเจ้าของกิจการ ที่สามารถจะปั่นเงินออกมาให้มีกินมีใช้ไปได้ยาวๆและมีโอกาสเติบโต  ซึ่งกิจการที่เติบโตความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น ก็หมายถึงโอกาสของการไต่ระดับขึ้นจากชนชั้นกลางล่างๆ มาเป็นกลางที่สูงขึ้น หรือถ้าใครเก่งก็อาจทะยานขึ้นไปได้ชั้นกลางระดับบนๆ

แต่พอมาถึงยุคนี้ หลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวทำให้ค่านิยมในการใช้ชีวิตและเป้าหมายความสำเร็จของคนชั้นกลางเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมาก ท่ามกลางเครื่องมือใหม่ๆ ที่ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้การแข่งขันไต่ระดับชนชั้นมีมากขึ้น มีโอกาสได้เท่าเทียมกันมากขึ้น เรากลับพบว่า ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายที่ควรจะสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างเนื้อสร้างตัว หรือสร้างความมั่งคั่ง กลับกลายเป็นอุปกรณ์ ‘เบิกเนตร’ หรือเปิดดวงตาที่สาม ให้ได้เห็นความจริงอีกแง่หนึ่งของโลกที่บอกว่า ความพยายามในการไต่ระดับหรือเปลี่ยนชนชั้น อาจเป็นเพียงความพยายามที่ไร้ค่า เพราะความกระจ่างเหล่านั้นทำให้ผู้คนเห็นว่า ช่องว่างทางชนชั้น ช่างห่างไกลจนเกินกว่าจะเสียเวลาทั้งชีวิตไปปีนป่าย

อีกทั้งค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่มีความพึงพอใจกับ ‘ความสุขเล็กๆ…แต่สุขเต็มที่…สุขกับปัจจุบัน…สุขแค่ตัวเอง ชีวิตเดียว…ชาติเดียว พอแล้ว” ไม่ได้เห็นว่า การได้จับคู่แต่งงาน มีครอบครัว มีลูกหลานไว้สืบทอดเผ่าพันธุ์ มีบ้านหลังใหญ่ มีตำแหน่งหน้าที่ยศถาบรรดาศักดิ์รุงรัง หรือมีกิจการใหญ่โตต้องบริหาร  คือเครื่องหมายแห่งความสำเร็จของชีวิตอีกต่อไป รวมไปถึงการเปิดกว้างของคนรักเพศเดียวกัน ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการสร้างครอบครัว เลี้ยงดูส่งเสียลูกหลาน ไม่ต้องแบกรับหน้าที่ในการดูแลครอบครัวขยายแบบคนยุคเก่า

ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้คนชั้นกลางระดับล่างที่สร้างตัวมาได้สักพักหนึ่ง จนพอจะเรียกได้ว่าเป็นชนชั้นกลางระดับ’กลางตอนล่าง’ และไม่มีห่วงหรือความทะเยอทะยานเรื่องการสร้างครอบครัว หรือสร้างอาณาจักรของตัวเอง หันมาให้ความสำคัญกับการมีความสุขเต็มที่ในปัจจุบัน ในขอบเขตชีวิตขนาดเล็กๆของตัวเอง เช่น กินดี อยู่ดี เที่ยวหรู รักษาสุขภาพ

นิยามของการอยู่ดีสำหรับคนกลุ่มนี้ อาจหมายถึงการอยู่คอนโดฯ ห้องเล็กๆ ไม่ซื้อบ้าน แต่ชอบซื้อของใช้ดีๆ อาจมุ่งลงทุนเพื่อผลตอบแทนสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณบ้าง ซื้อประกันสุขภาพบ้าง บางคนที่มองการณ์ไกลและไม่คิดจะพึ่งลูกหลานก็แอบหยอดกระปุกวางแผนหาบ้านพักผ่อนสำหรับวัยชราไว้บ้าง เพราะนึกไม่ออกว่า ถ้าถึงวันที่ล้างก้นเองไม่ได้แล้ว จะเรียกลูกหลานที่ไหนมาล้างให้ บางคนถึงขั้นทำเรื่องบริจาคร่างกาย ไม่ให้เป็นภาระก่อนตาย และคนที่รอบคอบยิ่งกว่านั้น อาจเซ็นต์อนุญาตไว้ล่วงหน้าเลยว่า ถ้าป่วยหนักจนท่าจะไม่ไหว ก็ช่วยทำให้ตาย อย่าปล่อยสังขารที่มีปัญหาเกินแก้ไว้เป็นภาระแก่โลก เพราะไม่ได้วางแผนไว้ว่าจะให้ใครมาดูแล ที่สำคัญคือไม่ได้เตรียมมรดกไว้ให้ใคร เนื่องจากตอนยังแข็งแรงดี ก็เน้นการมีความสุขกับปัจจุบัน กิน-ใช้-เที่ยว เต็มที่ กะว่าตายไปจะไม่มีอะไรให้เสียดายชีวิต ขณะเดียวกันก็ไม่เหลือสมบัติและภาระอะไรไว้ให้ต้องห่วงเมื่อจากไป

ค่านิยมใหม่ที่กำลังมาแรงนี้ ทำให้เราเห็นคนชั้นกลางพันธุ์ใหม่ ในมิติที่แตกต่างไปจากยุคเดิมๆ  ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นชั้นกลางตอนบนที่ร่ำรวยอู้ฟู่ (ที่ต้องแลกมาด้วยภาระเยอะแยะในการสร้างตัว) มาเป็นชนชั้นกลางตอนกลาง ซึ่งอาจจะเหนือกลาง-ล่างขึ้นมานิดหน่อย หรืออาจจะเป็นตอนล่างของกลางระดับบน (ฟังแล้วงงนะ)  แต่มีวิถีการบริโภคที่หวือหวา ชนิดที่เจ้าสัวหรือเถ้าแก่เนี้ยที่เป็นเศรษฐีเจ้าของกิจการยังไม่กล้า เผลอๆบางจังหวะอาจจะไม่ด้อยน้อยหน้าชนชั้นสูง เพราะเขาได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะสลัดภาระแห่งชีวิตตามโครงสร้างแบบเดิมๆ และความกังวลในอนาคตแบบคนยุคเก่าทิ้งไปจนหมดสิ้น เพื่อแลกกับอิสรภาพที่ดูน่าอิจฉาในปัจจุบัน

คนรุ่นพ่อแม่เห็นชีวิตแบบนี้แล้วอาจถอนหายใจด้วยความกังวลแทน แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาเหล่านั้นก็อาจถอนหายใจด้วยความสงสารคนรุ่นพ่อแม่ ที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสุขและอิสรภาพแบบสุดๆอย่างที่พวกเขาเป็นเจ้าของ

ภาพความสุขของการกิน ใช้ เที่ยว แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย โลกที่เปลี่ยน ค่านิยมที่เปลี่ยน ทำให้เราเห็นว่า คนมีเงินเก็บไม่ถึงล้านก็สามารถเช็คอินเที่ยวยุโรปถ่ายรูปอวดชาวโลกได้ไม่ต่างกับเศรษฐีหมื่นล้าน ไม่มีใครบอกได้ว่า การทำงานหนักเพื่อให้รวยแล้วรวยอีกไปชั่วลูกชั่วหลาน กับการทำงานเท่าที่อยากทำ และดูแลชีวิตปัจจุบันของตัวเองให้มีความสุขสบาย เพื่อที่ตอนแก่หรือตายไปจะได้ไม่ต้องเสียดายชีวิต … อะไรคือความถูกหรือผิด

แน่นอนว่าปัญหานี้เป็นของโลกไม่ใช่ปัญหาของเรา โลกของใครก็อยู่ในมือคนนั้น และโลกของคนชั้นกลาง ก็อยู่ในมือของคนชั้นกลางต่อไป

สิ่งที่น่าคิด สำหรับการไต่บันไดชนชั้น การไต่ขึ้นมาพบกับ “ชีวิตดี๊ดี”  ของคนชั้นกลางยุคใหม่ที่เลือกการมีความสุขกับชีวิตอิสระไซส์ XS ในปัจจุบัน ไม่ต้องเหนื่อยกับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงจากการอยู่ในระบบครอบครัวแบบเก่า ไม่มีภาระในการสร้างครอบครัวใหม่ ปาร์ตี้ได้เต็มอิ่มหลังเลิกงาน มีเงินเที่ยวรอบโลกทุกปีหลังโบนัสออก อาจทำให้มีความสุขได้สักครู่หนึ่ง กับการหยุดอยู่ ณ บันไดขั้นที่ดูเหมือนจะเป็นจุดสำเร็จแล้ว แต่สิ่งที่แอบน่ากลัวคือ ยังมีบันไดขั้นที่ว่างเปล่ารอคอยอยู่ในหมอกควัน เป็นขั้นที่ทุกคนจำต้องเดินต่อ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยาก… และยังบอกไม่ได้ ว่าบันไดภาคบังคับจะนำพาพวกเขาเดินต่อไปทางไหน จะขึ้นหรือลง ก็ไม่อาจรู้

คงต้องรอให้ “พรุ่งนี้” มาถึง จึงจะมีคำตอบ

You may also like...