เตรียมรับมืออย่างไรกับ ‘วิกฤตในวิกฤต’

เราทุกคนคงคุ้นชินกันมานานกับประโยคที่ว่า ‘ในทุกวิกฤตล้วนมีโอกาส’ แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงเวลาเกิดวิกฤต ซึ่งต้องมีแน่ๆ ก็คือ ‘ในทุกวิกฤตมักมีวิกฤตที่เลวร้ายกว่า’ ทั้งที่มาแบบหลบๆซ่อนๆ และมาอย่างเปิดเผย

เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้เรา ‘รู้อะไรที่เราไม่จำเป็นต้องรู้’ ได้มากและเร็วขึ้น แต่มันไม่ค่อยช่วยให้เราได้ ‘รู้ในสิ่งที่ควรรู้’ มากขึ้นนัก ไม่เชื่อลองเอาคำถามง่ายๆสองคำถาม ไปถามเด็กแถวบ้าน หรือเพื่อนฝูงว่า (1) แบรด พิตต์ กับ แองเจลินา โจลี เป็นแฟนกันตอนเล่นหนังเรื่องอะไร (2) สงครามในเยเมน เกิดขึ้นเพราะอะไร

ถ้าเด็กแถวบ้านคุณไม่ได้เป็นเด็กประหลาด ถ้าออฟฟิศคุณไม่ได้บังเอิญเป็นบริษัทเดินเรือข้ามชาติ ไม่ได้เป็นออฟฟิศด้านการเงินการธนาคาร ที่สนใจติดตามข่าวความเคลื่อนไหวในเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก รับรองว่า น่าจะมีคนตอบคำถามแรกได้มากกว่าคำถามที่สอง ทั้งที่ความรู้ในข้อแรกไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตเลย แต่ข้อสองนั้นมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับชีวิต กระเป๋าสตางค์ รวมไปถึงความอยู่ดีมีสุขของเรา

สมมุติว่า คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เหลือวันหยุดพักร้อนสะสมเพียบ และบังเอิญปีนี้บริษัทมีผลประกอบการไม่ดี เพราะสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ ค่าเงินยูโรตกฮวบฮาบ คุณวิเคราะห์ด้วยตาเปล่าแล้วเชื่อว่า ปีนี้ถึงขยันให้ตายยังไงก็คงได้โบนัสนิดเดียว หรือซวยๆก็อาจไม่ได้เลย จึงไม่รู้ว่าจะขยันให้เหนื่อยเปล่าไปทำไม แถมรัฐบาลก็ขยันประกาศวันหยุดกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบสุดๆ (แม้ว่าคนจะไม่สนใจเที่ยวไทย แต่หอบเงินไทยไปเที่ยวเมืองนอกแทนก็ตาม อิ อิ)

คุณพอจะรู้ละ ว่าทั้งหมดนี้คือวิกฤต แต่คุณบางคนอาจทะลึ่งมองวิกฤตนี้เป็นโอกาส ก็เลยลาพักร้อนพาแฟนไปเที่ยวยุโรป ช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม ดูเหมือนจะมีความสุขดี แต่สิ่งที่รอคุณอยู่คือ ‘ปัญหา’

นี่ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวของใครบางคน แต่มาจากการที่ระบบการศึกษาบ้านเรา ไม่ได้สนใจจะเปิดหูเปิดตาผู้เรียนให้เข้าใจความเป็นจริงของโลกและชีวิต มากไปกว่าการเรียนเพื่อสอบแข่งขัน และป้อนคนเข้าสู่ระบบลูกจ้าง ประดุจม้าลากรถที่ถูกปิดตาด้านข้างให้มองเห็นแต่ด้านหน้า จะได้วิ่งไปตามแส้สั่งโดยไม่มองทางอื่น

การเรียนเพื่อไปเป็นลูกจ้างในองค์กรหรือเป็นฟันเฟืองในระบบธุรกิจ หากมองในแง่ดีแบบเข้าข้างตัวเองก็คือ ทำให้เรามีเงินเดือน เพียงแค่ทำหน้าที่การงานของเราให้สำเร็จครบถ้วน ไม่ต้องคิดถึงอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเอง พอถึงสิ้นเดือนก็มีเงินโอนเข้าบัญชี ไม่ต้องปวดหัวคิดถึงความอยู่รอดของบริษัท

การแข่งขันในธุรกิจ การพัฒนาเพื่อก้าวสู่เวทีโลก กฏหมายการค้าระหว่างประเทศ การเมืองระดับสากล การถล่มค่าเงิน การกีดกันทางการค้า การส่งออก ฯลฯ เรื่องเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นหน้าที่เจ้าของบริษัท หรือผู้บริหารต้องจัดการ ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานกินเงินเดือนจะต้องคิดเป็นห่วง

ในระหว่างที่เจ้าของบริษัทกำลังเครียดกับยอดขายที่ลดลง เก็บเงินจากลูกค้ารายใหญ่ไม่ได้ เช็คเด้ง การยกเลิกคำสั่งซื้อ การระงับคำสั่งในสายการผลิตจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ฯลฯ มนุษย์เงินเดือนส่วนมากยังสบายใจดี ยังสนุกกับการดาวน์บ้าน ดาวน์รถ ช้อปปิ้งของเซลล์ กินอาหารแพง อัพรูปลงเฟซบุ๊คให้เพื่อนน้ำลายหก ท่องเที่ยวเช็คอินในโลเกชั่นที่เพื่อนๆต้องอิจฉา

พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่แค่มนุษย์เงินเดือนในเมืองไทย แต่เป็นกันทั่วโลก ก่อนที่อเมริกาและยุโรปจะประสบวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ๆ ผู้คนในประเทศก็จับจ่ายด้วยเงินในอนาคต (ที่ไม่มี) และใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยกันสุดเหวี่ยงเหมือนกัน

เป็นธรรมดาเวลาเกิดวิกฤตอะไรก็ตาม คนที่เป็นเจ้าของกิจการมักจะรู้ก่อน ไม่ว่าระดับเล็กหรือใหญ่ ในช่วงแรกๆที่รายได้บริษัทลด พนักงานหรือมนุษย์เงินเดือนจึงยังไม่ค่อยรู้ปัญหาเพราะเงินเดือนยังปกติ บางคนที่ใจร้ายหน่อยอาจคิดแค่ว่า บริษัทจะแย่ก็ช่าง ยังไงเราก็ยังมีเงินเดือน (วะ) หรือถ้าบริษัทนี้เจ๊ง ค่อยไปหาบริษัทใหม่ทำก็ได้ ไม่เห็นแคร์ มันเป็นปัญหาของนายทุนไม่ใช่ปัญหาของลูกจ้าง ?!?

กว่าพนักงานหรือมนุษย์เงินเดือนจะสนใจจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกใบใหญ่ ก็ต่อเมื่อพิษภัยของวิกฤตนั้นมากระทบกับโลกใบเล็กของตัวเอง ถูกลดโบนัส ลดเงินเดือน ลดเวลาทำงาน ถูกเลิกจ้าง ซึ่งท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นวิกฤตต่อเนื่องหมุนวนซ้ำเติมไปสู่วิกฤตในโลกใบใหญ่อีกครั้ง เพราะกำลังซื้อและกำลังผ่อนส่งก็จะลดฮวบฮาบหรือหายไป

ธุรกิจที่กระทบเป็นลำดับแรกๆ คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจธนาคาร-สินเชื่อ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจยานยนต์ เรื่อยไปจนถึงธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านค้าแผงลอย สถานบันเทิง ร้านตัดผม ฯลฯ

สังเกตเวลาไปเดินเล่นช้อปปิ้ง หรือไปกินข้าวตามร้านที่เคยมีคนเยอะๆ แล้วพ่อค้าแม่ขายบ่นว่า ‘เงียบ’ นั่นแหละ ที่บอกให้รู้ว่า ‘วิกฤตในวิกฤต’ ได้เดินทางมาใกล้ตัวเราจนหนีไม่ทันแล้ว

คำถามคือ เราจะรับมือกับวิกฤตนี้ได้อย่างไร

เริ่มต้นด้วยการตั้งสติ ไม่ว่าจะเจอปัญหาระดับไหน สติต้องคุมให้อยู่ แล้วพิจารณาสถานการณ์ทั้งภายนอกและภายในด้วยสายตาที่เป็นจริง ไม่คิดบวกเข้าข้างตัวเอง หรือคิดลบให้ตื่นตกใจและเสียกำลังใจโดยใช่เหตุ

สิ่งที่ต้องพิจารณาภายนอกคือ วิกฤตนั้นร้ายแรงขนาดไหน มีที่มาที่ไปจากอะไร มีผลกระทบอย่างไรกับใครบ้าง และจะกระทบมาถึงตัวเราแค่ไหน มีระยะเวลายาวนานเท่าใด มีโอกาสอะไรซ่อนอยู่ในวิกฤตบ้าง และในสถานการณ์แบบนี้ ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์

คุณอาจต้องฝืนใจละสายตาจากมือถือที่กดเล่นดูภาพสวยๆของชีวิตคนอื่น มาเป็นการติดตามข่าวสารเพื่อชีวิตตัวเอง ทั้งข่าวเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก สังเกตความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่เป็นจริงในระดับประเทศ จับตามองว่า ธุรกิจไหนรุ่ง ธุรกิจไหนดับ เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงทุกด้านที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตัวเอง ซึ่งการเปิดหูเปิดตามองโลกกว้าง จะช่วยให้คุณเห็นโอกาสที่ควรไขว่คว้าและวิกฤตที่ต้องป้องกันได้ก่อนคนอื่น

สิ่งที่ต้องพิจารณาภายในคือ การวิเคราะห์สถานะทางเศรษฐกิจส่วนบุคคล ประเมินรายรับ รายจ่าย หนี้สิน ทรัพย์สิน และการลงทุนของตัวเองว่ามีความสมดุลหรือไม่ สามารถประคองตัวได้นานแค่ไหน หากวิกฤตทำให้เราถึงขั้นตกงานหรือสูญเสียรายได้ประจำในปัจจุบัน ควบคู่กับการพิจารณาศักยภาพและต้นทุนภายในตัวเองว่า หากจะต้องเปลี่ยนช่องทางหารายได้ หรือเพิ่มช่องทางหารายได้ จะต้องทำอย่างไร มีความพร้อมแค่ไหน ต้องศึกษาหาความรู้หรือต้องดิ้นรนอะไรเพิ่มเติมบ้าง

อย่าลืมตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไปให้หมด สำรวจข้าวของรอบตัว สิ่งใดที่เก็บไว้เฉยๆไม่เกิดประโยชน์ก็เอาไปขาย เปลี่ยนให้เป็นเงิน ดีกว่าทิ้งไว้ให้รกบ้านจนเก่าและสูญเสียมูลค่า

แม้แนวทางการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในระดับนโยบายของหลายๆประเทศ จะใช้วิธีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ กระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน แต่วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจส่วนบุคคล น่าจะเป็นวิธีการแบบอนุรักษ์นิยมสุดๆ นั่นก็คือ การลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ท่องเอาไว้ว่า…ประหยัดหนึ่งบาท คือได้กำไรหนึ่งบาท

สำหรับคนที่ยังไม่มีภาระมาก ไม่มีครอบครัวของตัวเองต้องรับผิดชอบ ยังสามารถพึ่งพาครอบครัวพ่อแม่ได้ หากยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรในช่วงวิกฤต และมีกำลังทรัพย์ แนะนำให้ใช้ช่วงเวลา ศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ (เพื่อให้ได้ความรู้จริงๆไม่ใช่เพื่อกระดาษใบเดียว) การฝึกภาษา การฝึกงานในบริษัทดีๆ ยิ่งถ้าคุณสามารถเข้าไปฝึกงานที่ไหนได้โดยไม่หวังค่าตอบแทน ก็ยิ่งทำให้อะไรๆง่ายขึ้น สิ่งที่คุณจะได้ก็คือ ความรู้จริง โอกาส และคอนเนคชั่นใหม่ๆ ที่จะต่อยอดผลประโยชน์ในอนาคต ได้มากกว่าการเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ หรือหาคอร์สฝึกอบรมหรือฝึกตัวเองให้กลายเป็นคนที่เก่งและโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งจริงๆ จะทำให้คุณมีแต้มต่อเหนือกว่าในระยะยาว

สำหรับคนที่มีภาระต้องรับผิดชอบ ต้องหาเงินมาหล่อเลี้ยงชีวิตแบบขาดไม่ได้ และไม่มีครอบครัวของพ่อแม่เป็นแบ็คอัพ คุณต้องยึดหลัก ‘ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต’ สิ่งใดที่เป็นภาระมากกว่าผลประโยชน์ สามารถตัดทิ้งได้ควรทิ้งไปก่อน

ถ้าคุณมีแววว่าจะโดนเลย์ออฟ รถหรือคอนโดฯ ที่ผ่อนอยู่ ควรจะหาทางขายให้คนอื่นเอาไปผ่อนต่อในราคาที่ไม่แย่นัก ไม่ควรรอจนตกงาน ขาดส่งค่างวด โดนยึดรถ ยึดคอนโด แถมยังต้องเป็นหนี้ต่อไปอีก และถ้ามีอะไรที่ขายใช้หนี้ได้ ควรขาย เพราะถ้าไม่จัดการหนี้เป็นลำดับแรกๆ ดอกเบี้ยจะเดินไม่หยุด จนคุณแทบจะเป็นบ้า ถ้าสามารถเจรจาประนอมหนี้ หรือพักชำระหนี้ได้ก็ควรเปิดอกคุยกับเจ้าหนี้ ไม่ควรทำเฉย ไม่ควรหนี โดยเฉพาะหนี้การค้า หรือหนี้ที่เกิดจากการลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการกู้เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ ต้องสื่อสารกับเจ้าหนี้ให้เข้าใจและผ่อนปรนตามสมควร

คนที่มักจะได้โอกาสในวิกฤต คือคนที่มีเงินเก็บหรือมีแบ็คอัพดี เป็นช่วงที่คุณจะซื้อของได้ถูก จ้างคนได้ในราคาไม่แพง มีตัวเลือกให้ช้อปปิ้งเยอะ รวมถึงสามารถซื้อสินทรัพย์เพื่อการลงทุนได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริง

สิ่งหนึ่งที่หลายคนต้องยอมรับทั้งน้ำตาเมื่อวิกฤตแต่ละรอบผ่านมาและผ่านไปก็คือ ทุกวิกฤตทำให้คนแกร่งขึ้น ฉลาดขึ้น และรอบคอบขึ้น ไม่ว่าคุณจะเจอ ‘โอกาสในวิกฤต’ หรือ ‘วิกฤตในวิกฤต’ ก็ขอให้สติปัญญา ความเข้มแข็งจงอยู่กับคุณตลอดเสมอ และขอให้คุณก้าวผ่านทุกวิกฤตไปได้อย่างปลอดภัย

You may also like...