FIRST STEP IN STOCK MARKET สอนลูกเรื่องการลงทุนในหุ้น

การลงทุนในหุ้น

สิทธิและความเท่าเทียมทางเพศไม่ได้หมายความแค่สิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือการใช้ชีวิต แต่ยังหมายความรวมถึงสิทธิในการลงทุนและการบริหารจัดการทรัพย์สินด้วยตนเองอีกด้วย ไม่ว่าพ่อแม่จะมี ลูกสาว ลูกชายหรือแม้แต่ลูกที่เป็นเพศที่สาม ก็ต้องปลูกฝังให้รู้จักพึ่งพาตัวเอง และสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ตัวเอง จะไปหวังเกาะผัวกินหรือเกาะเมียกินนั้นหมดสมัยแล้ว

ในมุมมองของแม่คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่คนทุกเพศมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องสิทธิ และโอกาส แต่ในขณะเดียวกัน สิทธิเหล่านั้นก็มักจะมากับหน้าที่ เมื่อเรามีสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างที่เราพอใจ สิ่งที่เราต้องยอมรับก็คือหน้าที่ที่จะรับผิดชอบดูแลชีวิตตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าเราไม่คิดจะเอาใจใคร ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยว่าอย่าหวังไปพึ่งพาใครเด็ดขาด

โดยเฉพาะลูกสาว ถ้าอยากมีชีวิตอิสระเป็นหญิงยุคใหม่ ก็ต้องไม่หวังพึ่งพ่อแม่ ไม่หวังพึ่งผู้ชายให้เป็นช้างเท้าหน้าเหมือนผู้หญิงยุคเก่า นอกจากจะต้องเล่าเรียนฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ความสามารถพอที่จะทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้อย่างสุขสบายแล้ว ก็ต้องมีเหลือเก็บเหลือกินไว้ในยามที่เราไม่นึกอยากจะทำงานแล้ว จะได้ไม่ทุกข์ยาก ไม่เป็นภาระคนอื่น

เหตุผลที่แม่เปิดบัญชีเงินฝากทั้งแบบออมทรัพย์และแบบประจำ ซื้อสลากออมสิน ทำประกันแบบออมเงินไว้ในชื่อลูกแต่ละคน รวมถึงเปิดพอร์ตหุ้นในชื่อแม่ให้ลูกๆลงทุนด้วยเงินเก็บของตัวเองตั้งแต่เด็ก ก็เพื่อที่ในวันหนึ่ง เมื่อลูกโตจนถึงวัยที่สามารถมีพอร์ตการลงทุนต่างๆได้ในชื่อตัวเองตามกฏหมายแล้ว ลูกจะได้มีฐานการเงินที่ดี เป็นลูกค้าเงินฝากตัวจริงของธนาคารที่มีหลักฐานการฝากเงินสม่ำเสมอ และมีฐานความรู้ด้านการลงทุนที่สร้างสมมาล่วงหน้าอย่างแข็งแรง พร้อมสำหรับการลงทุนอย่างจริงจัง เพราะแม่เห็นคนหนุ่มสาวหลายคนที่สนใจอยากมีพอร์ตลงทุนเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีฐานการเงิน หรือไม่มีทุนรอนมากพอที่จะโชว์สเตทเม้นท์ ให้ทางบริษัทหลักทรัพย์เปิดวงเงินซื้อขายหุ้นได้มากอย่างที่ตัวเองต้องการ ทำให้เสียโอกาสในการลงทุนไปอย่างน่าเสียดาย

เด็กๆหลายคนที่แม่รู้จัก แม้เขาจะเติบโตมาจากครอบครัวที่มีพ่อแม่ร่ำรวย แต่น่าแปลกที่เขาไม่มีบัญชีเงินฝากหรือพอร์ตทรัพย์สินในชื่อของตัวเองเลย บางคนกว่าจะมีบัญชีธนาคารที่เก็บเงินเองเป็นจริงเป็นจัง (ไม่ใช่บัญชีที่พ่อแม่เปิดไว้เพื่อโอนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา) อายุก็ปาเข้าไปตั้งยี่สิบปี หรือบางคนก็เริ่มเปิดบัญชีเองเอาตอนมีเงินเดือนจากการทำงานโน่นเลย ซึ่งในความรู้สึกของแม่เห็นว่ามันช้าไปหน่อย แม่จึงเปิดบัญชีให้ลูกตั้งแต่เล็ก และทุกครั้งที่แม่ไปธนาคาร ไม่ว่าจะไปฝากถอนเงิน ทำประกัน เปิดตู้เซฟ หรือซื้อกองทุน แม่จะพาลูกไปให้รับรู้ด้วยเสมอ ให้ลูกทำหน้าที่เขียนใบฝากถอนและรอคิวทำธุรกรรมต่างๆด้วยตัวเอง รู้จักดูอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในแต่ละวัน และคอยจับตามองว่า ช่วงไหนธนาคารออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่น่าสนใจและให้ผลตอบแทนดีๆบ้าง

ตอนนี้ลูกทั้งสองคนยังอายุไม่ถึง 15 ปี เวลาไปธนาคาร ก็ต้องทำธุรกรรมโดยมีลายเซ็นต์ของแม่กำกับ แต่เมื่อลูกอายุถึงเกณฑ์แล้ว ก็ค่อยถอนออกไปเปิดบัญชีในชื่อตัวเอง

ส่วนการจะเปิดพอร์ตหุ้นเองนั้น ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีนะลูกนะ ตอนนี้ก็ยืมพอร์ตที่แม่เปิดไว้ให้ลูกไปก่อน พอร์ตนี้เป็นแบบที่เรียกว่า cash account หรือบัญชีแบบลงทุนก่อนจ่ายทีหลัง คือจ่ายเงินที่ซื้อหุ้นและรับเงินที่ขายหุ้นได้ ภายใน 3 วันหลังจากที่ซื้อขาย (ตามภาษาหุ้นเขาเรียก T+3)  นั่นหมายถึง ถ้าลูกสนใจจะซื้อหุ้นตัวไหน ก็ล็อกอินเข้าไปในบัญชีนี้ แล้วกดซื้อขายออนไลน์ได้เลย เงินค่าหุ้นที่ลูกต้องจ่าย ก็ให้ลูกไปถอนเงินมาจากบัญชีของตัวเอง แล้วฝากเข้าไปในบัญชีธนาคารของแม่ที่ผูกติดไว้กับบัญชีหุ้นนี้ภายใน 3 วัน เมื่อถึงกำหนดทางบริษัทโบรกเกอร์เขาก็จะมาตัดเงินในบัญชีไป

เช่นเดียวกับตอนที่ลูกขายหุ้น บริษัทโบรกเกอร์เขาก็จะโอนเงินที่ขายได้มาเข้าบัญชีธนาคารของแม่ภายใน 3 วันหลังจากการขาย ลูกก็มาบอกให้แม่ถอนเงินคืนให้ลูกเอาไปฝากเข้าบัญชีของตัวเอง หรือให้แม่เขียนมอบอำนาจให้ลูกไปถอนเองก็ได้

นอกจากนี้ยังมีการโอนเงินปันผลที่ได้จากหุ้น เขาก็จะโอนให้เรามาทางบัญชีธนาคารที่ผูกไว้กับบัญชีหุ้นนี่เหมือนกัน ยกเว้นว่า หุ้นบางตัวเขาไม่ปันผลเป็นเงิน แต่อาจปันผลให้มาเป็นหุ้น เช่น 7:1 ซึ่งหมายถึง ถ้าเรามีหุ้นเดิมอยู่ 7 หุ้น เขาก็จะให้หุ้นเราฟรีมา 1 หุ้น เราก็สามารถเก็บหุ้นที่ได้มาฟรีนั้นไว้ถือลงทุนต่อในระยะยาว หรือจะแบ่งขายหุ้นส่วนที่ได้จากการปันผลนั้นเอามาเป็นเงินเข้าบัญชีลูกบ้างก็ได้

ผลตอบแทนที่ได้จากหุ้น ไม่ว่าจะเป็นกำไรจากการซื้อขาย หรือจากเงินปันผลนี้ เราก็ต้องโดนหักภาษีนะลูก ตอนนี้ลูกยังเป็นเด็ก ถือว่าไม่มีเงินได้อะไร ก็ยังไม่ใช่ปัญหาสำหรับลูก แต่อาจจะเป็นปัญหานิดหน่อยสำหรับแม่ ที่จะต้องตัดสินใจว่า ควรเอาตัวเลขผลตอบแทนเงินปันผลที่โดนหักภาษีมารวมกับรายได้ทั้งปีของแม่ด้วยหรือเปล่า เพราะเงินปันผลจากหุ้นนี้ ทางราชการเขามองว่ามันเป็นรายได้ของเราเหมือนกัน

โดยปกติเวลาบริษัทเขาโอนเงินปันผลมาให้เรา เราก็โดนหักภาษีไปแล้วตั้ง 10% แน่ะ แม่จึงต้องคำนวณและเปรียบเทียบระหว่างการยอมให้เขาหักไปเลย 10% จากปันผล แล้วไม่เอาเงินปันผลมาคิดรวมเป็นเงินได้ หรือจะเอาตัวเลขปันผลทั้งหมดมาคิดรวมกับรายได้ แล้วบวกลบดูว่า เขาหักภาษีเราล่วงหน้าเกินที่เราต้องจ่ายจริงไปแล้วเท่าไหร่ก็ค่อยขอคืน ว่าวิธีไหนแม่จะได้เงินภาษีคืนมามากกว่ากัน ก็เลือกเอาแบบนั้น

มันก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยุ่งอยู่สักหน่อย แต่ความจริงก็ไม่ยากอะไรหรอกลูก ถ้าเรายอมเสียเวลาเรียนรู้สักนิด ไอ้จำนวนเงินภาษีที่เราจะได้คืนนี้ อาจจะมากกว่าค่าแรงที่เราทำงานหลังขดหลังแข็งสองเดือนเต็มๆเชียวนะลูก เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะเรียนรู้เรื่องภาษี มันไม่ใช่การเสียเวลา แต่มันเป็นผลประโยชน์ของเราเอง เงินภาษีคืนบางปีที่เราทำไม่รู้ไม่ชี้เนี่ย อาจจะซื้อกระเป๋าชาแนลใบละหลักแสนได้เลยนะลูก อย่าทำเป็นเล่นไป

เมื่อลูกอายุครบ 20 ปี และสามารถมีพอร์ตลงทุนของตัวเองได้ ลูกก็ควรไปเปิดพอร์ตของตัวเองซะ ซึ่งพอถึงตอนนั้นแม่ก็ไม่รู้ว่า กฏระเบียบของตลาดหลักทรัพย์จะยังเหมือนปัจจุบันหรือเปล่า แต่สำหรับการเปิดพอร์ตหุ้นในขณะนี้ไม่ยากอะไรเลย เปิดทางอินเตอร์เน็ตก็ได้

การเปิดพอร์ตหุ้นต้องเปิดผ่านบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์จ้ะ สิ่งสำคัญคือลูกต้องมีหลักฐานทางการเงินที่ทางบริษัทหลักทรัพย์เขาจะใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาว่า คนอย่างลูกน่าจะได้รับวงเงินสำหรับการซื้อขายสูงสุดเท่าไหร่ เพราะบัญชีหุ้นนั้นมีหลายแบบ ทั้งแบบ cash account, cash balance, credit balance (เรียกอีกอย่างว่า Margin) ซึ่งไม่ว่าลูกจะเปิดบัญชีแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลูกมีสเตทเม้นท์หรือมีฐานการเงินในบัญชีที่แข็งแกร่งเพียงใดนั่นเอง ถ้าบัญชีลูกมีเงินเก็บเก่ามาอย่างอู้ฟู่ โบรกเกอร์เขาเห็นการฝากมาสม่ำเสมอตลอด ไม่ใช่ไปยืมใครมาใส่บัญชีชั่วคราวหลอกเขาแค่สองสามวัน โบรกเกอร์ก็จะให้วงเงินเราเยอะ เราก็มีโอกาสลงทุนได้มาก ส่วนความแตกต่างของบัญชีแต่ละประเภทนั้น ตลาดหลักทรัพย์เขามีคำอธิบายเอาไว้อย่างนี้นะจ๊ะ

บัญชี cash account  : เป็นบัญชีประเภท “ลงทุนก่อน จ่ายเงินทีหลัง” โดยโบรกเกอร์จะเป็นผู้พิจารณาวงเงินในการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ลงทุนแต่ละราย ตามฐานะทางการเงิน หลักประกัน และความสามารถในการชำระหนี้ พูดง่ายๆก็คือเรามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน เขาให้วงเงินเราแค่นั้น เวลาลงทุนก็ได้รับเกียรติให้วางเงินประกันก่อนแค่ 15% เช่น ถ้าเขาให้วงเงินเราสูงสุด 10 ล้านบาท เราจะซื้อหุ้น 10 ล้านบาท เราก็มีเงินประกันใส่บัญชีไว้ 1.5 ล้าน ก็สามารถสั่งซื้อหุ้นได้สูงสุด 10 ล้านบาท แล้วอีก 3 วันค่อยไปหาเงินจริงๆ 10 ล้านมาใส่บัญชีให้เขาตัด หรือถ้าเรามีพอร์ตหุ้นอยู่แล้วเป็นมูลค่าประมาณ 1.5 ล้าน หุ้นในพอร์ตเราก็ใช้แทนเงินประกันได้เหมือนกัน เพราะโบรกเกอร์เขาออกกฏไว้ว่า หลักประกันที่ว่านี้… อาจเป็นเงินสดหรือหลักทรัพย์ก็ได้ แต่ถ้าหลักประกันเป็นเงินสด ผู้ลงทุนก็จะได้รับดอกเบี้ยในส่วนนี้ด้วย บัญชีประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มีวินัยในการลงทุน และคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมการลงทุนได้ดี เพราะเราสามารถซื้อหุ้นได้โดยอีก 3 วันค่อยมาจ่าย ถ้าเราไม่มีวินัย หาเงินมาจ่ายไม่ทันนี่จะโดนค่าปรับบานเลยละ แล้วก็เสียเครดิตด้วย

บัญชี cash balance: ชื่อบัญชีนี้ฟังดูเหมือนเรามีเครดิต คนซื้อน่าจะยอมให้เราจ่ายทีหลังได้เหมือนบัตรเครดิตเนาะ แต่ความจริงตรงกันข้ามเลย เพราะเป็นบัญชีประเภท “จะซื้อต้องมีเงิน จะขายต้องมีหลักทรัพย์” กล่าวคือ เป็นบัญชีที่ผู้ลงทุนต้องนำเงินสดไปฝากไว้กับโบรกเกอร์ก่อนการซื้อขายหลักทรัพย์ทุกครั้ง โดยผู้ลงทุนจะสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้ภายในวงเงินที่ฝากไว้กับโบรกเกอร์ หากผู้ลงทุนซื้อหลักทรัพย์ไปจำนวนหนึ่ง โบรกเกอร์ก็จะตัดเงินในบัญชีลูกค้าออกไปเพื่อชำระค่าซื้อ กรณีที่วงเงินไม่พอกับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อ ก็สามารถโอนเงินเพิ่มเข้าบัญชีได้ โดยเงินสดที่ฝากไว้จะได้รับดอกเบี้ยเช่นเดียวกับบัญชีเงินสด ส่วนการขาย ผู้ลงทุนจะส่งคำสั่งขายได้ก็ต่อเมื่อมีหลักทรัพย์คงเหลืออยู่ในบัญชีเช่นกัน บัญชีประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่มากนัก ต้องการจำกัดวงเงินการลงทุน หรือกลัวว่าจะเผลอลงทุนเกินวงเงินที่มี ซึ่งปัจจุบันโบรกเกอร์ส่วนใหญ่นิยมให้ลูกค้าเปิดบัญชีประเภทนี้ เพราะมีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อได้เท่านั้น ไม่ต้องกลัวเราเบี้ยว ซื้อปุ๊บตัดเงินเราปั๊บเลย

บัญชี credit balance หรือ margin: เป็นบัญชีที่แม่ไม่แนะนำให้ลูกเปิดอย่างเด็ดขาดและบริษัทโบรกเกอร์เขาก็อาจจะไม่ยอมให้เปิดด้วยถ้าเรามีเงินประกันหรือหลักทรัพย์ไม่มากพอ พูดง่ายๆก็เหมือนไปเรากู้เขามาลงทุน โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันนั่นแหละ ขึ้นชื่อว่ากู้ ก็ต้องเสียดอกเบี้ยใช่ไหม ซึ่งมันก็เหมือนการกู้เงินมาเสี่ยงโชค ที่ต้องนำส่วนหนึ่งของผลกำไรที่ได้มาจ่ายหนี้ที่ยืมเขามาลงทุนแถมยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินยืมด้วย ถือว่าเสี่ยงมาก โดยภาษาที่เป็นทางการเขาอธิบายว่าเป็นบัญชีประเภท “มีเงินส่วนหนึ่ง กู้เพื่อซื้อหลักทรัพย์อีกส่วนหนึ่ง” กล่าวคือ ผู้ลงทุนต้องนำเงินสดหรือหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันการชำระหนี้กับโบรกเกอร์ก่อนซื้อหลักทรัพย์ ตามสัดส่วนที่โบรกเกอร์กำหนด เช่น หากกำหนดสัดส่วนที่ 50% ของวงเงินกู้ นั่นก็คือ ในการซื้อหลักทรัพย์ 100 บาท ผู้ลงทุนออกเงินตัวเอง 50 บาท ใช้เงินโบรกเกอร์อีก 50 บาท ซึ่งการชำระค่าซื้อหลักทรัพย์ด้วยบัญชีประเภทนี้ ผู้ลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ด้วย ข้อควรระวัง ในการเลือกใช้บัญชีประเภทนี้ก็คือ วงเงินกู้ยืมอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามราคาหลักทรัพย์ที่วางเป็นหลักประกันไว้ ซึ่งถ้าราคาหลักทรัพย์ที่วางเป็นหลักประกันไว้ลดลงมากๆ จนอัตรามาร์จิ้นต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โบรกเกอร์อาจบังคับให้ลูกค้าวางหลักประกันหรือเรียกเงินสดเพิ่ม หรืออาจจะบังคับขาย (Forced Sell) หลักทรัพย์ที่วางเป็นหลักประกันไว้ เพื่อรักษาอัตรามาร์จิ้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งการซื้อขายในบัญชีมาร์จิ้นนั้น ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่โบรกเกอร์กำหนดให้ซื้อขายผ่านบัญชีมาร์จิ้นได้เท่านั้น บัญชีประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มีความสามารถในการลงทุนและมีความสามารถในการชำระหนี้ดี

ที่แม่นั่งเขียนเองบ้าง ลอกเขามาบ้าง จนมือหงิกในวันนี้ ก็เพื่อให้ลูกไม่มาน้อยใจแม่ในวันหน้าเผื่อลูกกลายเป็นคนลำบากยากจนว่า ทำไมแม่ไม่สอนไม่สั่ง ตอนนี้แม่ก็สอนแล้วนะลูกนะ ไม่ว่าลูกสาวหรือลูกชาย แม่ก็หวังว่าลูกจะมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องหาเงินใช้เดือนชนเดือน ไม่ต้องหวังเกาะผัวเกาะเมียกิน ไม่ว่าลูกจะเป็นหญิงหรือชายก็เป็นผู้นำครอบครัวได้อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ต้องทำงานหนักจนเป็นบ้า ได้มีเวลาคิดฝันทำอะไรที่ใจปรารถนา ได้มีเวลากับสิ่งที่รักและคนที่รัก มีเหลือกินเหลือเก็บก็จะได้ช่วยเหลือละแบ่งปันให้คนรอบข้างสังคมบ้าง จากนี้ไป มันจะออกหัวออกก้อยก็แล้วแต่สติปัญญาและบุญกรรมของลูกแล้วล่ะจ้ะ…จุ๊ฟๆๆ

You may also like...