the robbery

อาจเป็นเพราะโดนขโมยขึ้นบ้านครั้งใหญ่ตั้งแต่ตอนช่วงสงกรานต์ ซึ่งดิฉันกับครอบครัวหอบหิ้วกันไปต่างจังหวัดหลายวัน แต่ก็ยังมีคนอยู่บ้านนะคะ พอกลับมาเจอกับคดีโจรกรรมที่มีบ้านของตัวเองเป็นฉาก และได้พบกับคำตอบว่า เราไม่สามารถพึ่งกระบวนการใดๆในประเทศนี้เพื่อติดตามทรัพย์สินและสวัสดิภาพของตัวเองกลับมาได้ หากเราไม่ใช่ somebody ที่บ้านเมืองหรือผู้มีอำนาจหน้าที่จะหันมาสนใจช่วยเหลืออย่างจริงจัง ก็เลยทำให้ดิฉันได้เข้าใจโลกขึ้นมาอีกนิดหน่อย แต่เสียความเชื่อมั่นในชีวิต เสียสมาธิ และเสียแรงบันดาลใจในการทำงานไปมากมาย

ที่พร่ำบ่นมานี้ ไม่ใช่จะฟ้องว่าตำรวจไม่ดี ไม่ดูแล ตรงกันข้าม ตำรวจเจ้าของคดีได้ดำเนินการช่วยเหลือในเบื้องต้นอย่างเต็มกำลังค่ะ แต่เพราะท่านช่วยอย่างเต็มกำลังนี่แหละ ที่ทำให้ดิฉันซาบซึ้งแก่ใจตัวเองว่า ถ้าเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายใดๆขึ้นมาในชีวิต เราคงต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก

โถ…ก็จะให้พึ่งตำรวจได้ไงล่ะคะ ทันทีที่รู้ว่าเกิดเหตุในช่วงเช้า เราก็พากันไปแจ้งความที่โรงพัก กว่าจะแจ้งความบันทึกปากคำกันเสร็จ ซึ่งตำรวจท่านก็ถามอย่างละเอียดและจดบันทึกด้วยลายมือลงในสมุดเล่มโต ก็ปาเข้าไปบ่าย ดิฉันเห็นความตั้งใจของตำรวจแล้วรู้สึกขอบคุณอยู่ลึกๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ใจหายวาบ เมื่อพิจารณาจำนวนตำรวจทั้งโรงพักที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนจำนวนมหาศาลในท้องที่แล้วพบว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หากตำรวจหนึ่งคนต้องใช้เวลาครึ่งวันกับการบันทึกปากคำหนึ่งคดี ก็แสดงว่าในวันหนึ่งๆ ตำรวจทั้งสน. ย่อมจะไม่มีเรี่ยวแรงและเวลาเพียงพอในการจัดการดูแลคดีจำนวนนับไม่ถ้วนของประชาชนได้อย่างทั่วถึง อุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆก็ดูล้าหลังจนน่าสงสาร เมื่อเทียบกับตำรวจในหนังสืบสวนฉากฆาตกรรมในหนัง C.S.I. (CRIME SCENE INVESTIGATION) ที่ดิฉันติดงอมแงมของช่องยูบีซี 19 ถ้าเป็นตำรวจในหนังเรื่องนั้นมาทำคดีง่ายๆแบบนี้ที่บ้านดิฉัน เชื่อว่าต้องจับคนร้ายได้ภายในสิบห้านาที เพราะพวกมันทิ้งร่องรอยเอาไว้เกลื่อนไปหมด ชนิดที่ว่าจะเอาพล็อตไปทำหนังไม่ได้เลย แค่เก็บลายนิ้วมือไปเทียบกับ SAMPLE ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของทางราชการก็รู้เสียแล้วว่าคนร้ายเป็นใคร หน้าตาอย่างไร หมายเลขบัตรประชาชนเบอร์อะไร เนื่องจากในหนังเขาแสดงให้เห็นว่า เวลาเราไปทำบัตรประชาชนหรือใบขับขี่ ต้องถ่ายรูป พิมพ์ลายนิ้วมือ ตีทะเบียนบุคคลให้หลวงเขาเก็บบันทึกเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ ต่อไปอาจมีการเก็บตัวอย่าง DNA เอาไว้ด้วย พอเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายขึ้นมาก็เก็บหลักฐานจากที่เกิดเหตุมาวิเคราะห์หาคนร้ายได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าเป็นไอ้โจรห้าร้อยที่มันมาปล้นบ้านดิฉันนี่มันทิ้งร่องรอยแบบหยามน้ำหน้ากันสุดๆ เพราะในบ้านก็มีคนนอนอยู่ตั้งสามคน แค่งัดแงะเข้ามาขโมยทรัพย์สินอย่างเดียวไม่พอ มันยังอุตส่าห์เปิดตู้เย็นจัดปาร์ตี้กันในห้องรับแขก แล้วถ่ายอุจจาระกองโตเหม็นหึ่งเอาไว้ให้ดูต่างหน้าในสวนหน้าบ้านอีกด้วย

ตำรวจฝ่ายตรวจพิสูจน์หลักฐานยกทีมกันมาดูที่เกิดเหตุกันหนึ่งคันรถ ทุกท่านต่างทำหน้าที่อย่างขมีขมัน ปีนตรงโน้น ปัดตรงนี้ ถ่ายรูปตรงนั้น เรียกคนงานในบ้านมาสอบสวนอย่างละเอียด นั่งคุยถกประเด็นหาความเชื่อมโยงกับบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อหาเบาะแสว่าใครเป็นตัวการที่ทำให้โจรรู้ตำแหน่งที่ซ่อนเงินและความเคลื่อนไหวของคนในบ้าน  จนพวกเราเกิดความหวังว่าน่าจะตามจับคนร้ายได้ เพราะตำรวจบอกว่าคดีปล้นทรัพย์และถ่ายอุจจาระทิ้งไว้ในลักษณะเดียวกันนี้เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นหลายครั้งในท้องที่เดียวกัน แถมยังแย้มให้ฟังต่อไปอีกว่า คดีแบบเดียวกันนี้ก็เพิ่งเกิดกับเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านหลังรั้วชนกันของคุณนี่แหละ รายนั้นโดนไปสิบเจ็ดล้าน ป่านนี้ยังตามจับไม่ได้เลย บ้านคุณโดนแค่ล้านเดียวเองถือว่าเด็กๆ ดิฉันฟังแล้วเข่าอ่อน แต่ก็ยังหวังว่าตำรวจน่าจะช่วยได้

หลังจากฉากการสืบสวน-สอบสวนอย่างเข้มข้นผ่านไปอย่างน่าตื่นเต้น จนเราอยากจะเชื่อว่าทุกอย่างจะต้องคลี่คลายไปในแง่ดี แต่ความหวังของเราก็ค่อยริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเลิกหวังในที่สุด เพราะเมื่อตำรวจกลับไปโรงพัก ทุกอย่างก็จบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดิฉันขับรถโฉบไปติดตามข่าวถึงโรงพักอยู่หลายรอบ จึงได้รู้แจ้งแก่ใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ตำรวจจะสามารถจัดทีมขึ้นมาดูแลคดีใดคดีหนึ่งได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ถ้าคดีนั้นไม่ได้เป็นข่าวดังหรือไม่ได้มีใบสั่งมาจากเบื้องบนว่าต้องดูแล

ถ้าถามถึงหลักการแก้ปัญหานี้ในเชิงสังคม ก็คงต้องแก้กันอีรุงตุงนังไปหมด แต่ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็ตัดสินใจว่าเราคงต้องปลง และหันมาป้องกันด้วยวิธีปลายเหตุ ซึ่งใครๆก็นิยมทำกันในประเทศนี้ นั่นคือเราเรียกช่างมาทำรั้วสูง ติดลวดหนาม ติดเหล็กดัด ติดตั้งสัญญาณกันขโมย หาหมามาเลี้ยงอีกสองตัว และให้ทุกคนในครอบครัวที่อายุเกิน 21 ปีไปทำใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน เราไปเรียนยิงปืนกันในวันหยุด ส่วนตัวดิฉันซื้อมีดพับแบบเสือซ่อนเล็บติดกระเป๋าถือเอาไว้ใบละเล่ม หัวหน้าครอบครัวยังมีแผนจะเดินสายไฟแรงสูงเอาไว้บนขอบรั้ว ติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้ตามจุดต่างๆในบ้าน และจะติดต่อจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยมาเฝ้าระวังในตอนกลางคืน

ถามว่าจำเป็นหรือที่เราจะต้องรักษาความปลอดภัยให้ตัวเองด้วยการทำตัวเป็นคนอันตราย มีพิษสง สวมเสื้อเกราะและติดเขี้ยวเล็บเตรียมสู้ตลอดเวลา

ดิฉันตอบไม่ได้…ที่เขียนมาเล่าให้ฟังก็จะหาคนฉลาดๆ มาช่วยตอบนี่แหละค่ะ ซึ่งถ้าเขียนห่วยลงจนไม่อยากอ่านก็ต้องขออภัย เพราะไอ้โจรห้าร้อยนั่นมันคงขโมยแรงบันดาลใจของดิฉันไปด้วย เอาไว้ตามเจอเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกทีนะเจ้าคะ ตอนนี้ขอตัวไปซ้อมยิงเป้าบินก่อนละกันค่ะ…อิ อิ

You may also like...